Tuesday, August 28, 2007

เขตพื้นที่ของเส้นเท่าระดับเสียง (Noise Contour Map)

เก็บมาตอบจาก กระทู้ของ Mr.แมงปอค่ะ

Answer:
หากอยากทราบ ว่าจุดใดๆ บนแผนที่ นั้นอยู่ที่ใดบนพื้นโลกจริงๆ แล้วที่อยากทราบไปกว่านั้น คือ จุดนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ของเส้นเท่าระดับเสียง (Noise Contour Map) หรือไม่ เพียงแต่มองดูด้วยตาจากแผนที่ซ้อนทับที่อยู่ตามเวปไซด์ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ซ้อนทับของหน่วยงานใดก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์ด้วยอุปกรณ์รับสัญญาณจากดาวเทียม (GPS) ในพื้นที่จริงอีกครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจะต้องปฏิบัติเช่นนั้นทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบเพื่อบอกว่า บ้านของท่านอยู่ในเขตพื้นที่เส้นเท่าระดับเสียงใด และต้องได้รับการปฏิบัติเช่นใดจากเจ้าของโครงการสนามบิน ตามที่กล่าวอ้างไว้ในรายงานอีไอเอ (รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม) หากไม่ปฏิบัติเช่นที่กระทู้ถามมานั้น ไม่ว่าจะเป็นการดูจากภาพที่ซ้อนทับที่แสดงไว้ตามเวปไซด์เป็นการใช้ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์อย่างไม่มีความเข้าใจธรรมชาติของข้อมูลเหล่านั้น ด้วยความระมัดระวังที่ต่ำกว่ามาตรฐานปกติพึงจะใช้ข้อมูลเหล่านั้น หรือการอื่นใด ก็ตาม การตัดสินใจว่าบ้านของท่านอยู่ในเขตพื้นที่ใดนั้น และต้องได้รับการปฏิบัติเช่นใดที่กล่าวมานั้น ก็หาความชอบธรรมไม่ได้เลยทีเดียว ยกตัวอย่าง หากท่านใช้แผนที่ 1:4000 ระยะทางในแผนที่ของท่าน 1 เซ็นติเมตร มีระยะทางในพื้นที่จริง 40 เมตร หากท่านใช้แผนที่ 1:25000 ระยะทางในแผนที่ของท่าน 1 เซ็นติเมตร มีระยะทางในพื้นที่จริง 250 เมตร ดังนั้นการซ้อนทับที่บนแผนที่คาดเคลื่อนจะทำให้ระยะทางจริงผิดพลาดไปมาก การซ้อนทับแบบนั้น อาจทำให้บ้านที่อยู่ในเขตเส้นเสียงบางหลังกลายเป็นอยู่นอกเขต หรือบ้านบางหลังที่อยู่นอกเขตเส้นเสียงปรากฎอยู่ในเขตเส้นเสียงในแผนที่ แต่พอมาตรวจสอบพิกัดภูมิศาสตร์จริง ไม่เป็นเช่นที่เห็นในภาพนั้น ได้ค่ะ

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมจะต้องทำการตรวจสอบพิกัดภูมิศาสตร์ให้ถูกต้องด้วย GPS อีกครั้ง ขออธิบายไว้ ดังต่อไปนี้ ค่ะ

ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ เป็นระบบที่ทำให้เราหาตำแหน่งต่างๆ บนพื้นโลก จากการอ่านแผนที่ได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบนี้ ส่งเสริมการทำงานของการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาประเมินผลกระทบ ป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้หลายอย่างในปัจจุบัน เช่น การเลือกพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ที่เหมาะสม การเลือกสถานที่ตั้งโรงบำบัดขยะแบบฝังกลบที่เหมาะสม การแสดงพื้นที่ไฟป่า การแสดงพื้นที่ถูกทำลายโดยพายุ เป็นต้น อธิบาย GIS แบบง่ายๆ คือ หลักการเดียวกันกับวิธีการง่ายๆ อย่างการนำแผ่นใสที่มีแผนที่ประเภทต่างๆ อยู่มาซ้อนทับกันตั้งแต่สองแผ่นขึ้นไป เพื่อให้เราได้ข้อมูลบางอย่างที่ประโยชน์แบบที่วิธีการอื่นหามาให้เราไม่ได้ค่ะ เป็นเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลแบบหนึ่ง หากรายละเอียดข้อมูลบนแผ่นใสมีมากหรือมีแผ่นใสอยู่หลายแผ่นที่ต้องการจะซ้อนทับกัน ก็จะมีความผิดพลาดและตกหล่นของข้อมูลได้มาก ดังนั้นเพื่อลดความผิดพลาดจากการทำงานซ้ำๆ ของมนุษย์กับข้อมูลมากๆ เราก็ใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ซ้อนทับให้ โดยข้อมูลของเราก็จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เราจึงมีเทคนิคในการซ้อนทับแผนที่บนคอมพิวเตอร์ขึ้นใช้ทำงาน ดังนั้น การได้แผนที่ซ้อนทับที่บอกข้อมูลที่สำคัญเหล่านั้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้านที่เราต้องการ กรณีนี้ต้องการบอกว่าพื้นที่ใดที่ได้รับผลกระทบจากระดับเสียงเครื่องบินที่บินผ่าน จะมีความถูกต้องในความเป็นจริงโดยเฉพาะในเชิงพื้นที่หรือไม่ มีความถูกต้องเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่ว่าเราบอกคอมพิวเตอร์ถูกต้องหรือไม่ว่า พิกัดภูมิศาสตร์จุดอ้างอิงที่จะใช้ในการซ้อนทับนั้นถูกต้องหรือไม่ และจะต้องบอกหลายจุด จากการตรวจสอบในสถานที่จริงเพื่อลดความผิดพลาดจากการบิดเบี้ยวในการซ้อนทับและคำนวนระยะทางของคอมพิวเตอร์ ไม่หมูค่ะงานแบบนี้ แต่ได้ประโยชน์อย่างมากแก่คนโดยทั่วไป แบบที่เรียกว่า มีการใช้พลังงานไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ ทำงานน้อยสุดให้ได้ผลประโยชน์จากงานนั้นมากที่สุด ขอย้ำว่า ข้อมูลที่ได้จากระบบนี้จะต้องใช้อย่างพึงระมัดระวังและเข้าใจธรรมชาติของข้อมูลเหล่านี้ค่ะ ว่าความถูกต้องของข้อมูลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยใดได้บ้างค่ะ

นอกจากนี้แล้ว ขอเสนอแนะอีกข้อหนึ่งนะค่ะ สำหรับกรณีที่อยู่บนเส้นเสียงพอดิบพอดี หรือใกล้ๆ เช่น หากมีบ้านสองหลังติดกัน แต่หลังหนึ่งอยู่ภายในเขตเส้นเสียง แต่อีกหลังอยู่นอกเขตเส้นเสียง หลังจากตรวจสอบพิกัดภูมิศาสตร์แล้ว แต่ในความเป็นจริงของการได้ยินเสียงจากเครื่องบินที่บินผ่านนั้นมันอาจไม่แตกต่างกันหรอกค่ะ ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าชดเชยหรือการดำเนินการใดๆ กับเขตรอยต่อแบบนี้ พึงต้องหาวิธีการจัดการที่เหมาะสมแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ใช่ไม่สนใจความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นยึดถือแต่หลักเกณฑ์อย่างเดียว ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นบริเวณนี้จะต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่งในการประเมินผลการดำเนินการใดๆ ในเรื่องนี้ค่ะ

Monday, August 27, 2007

กรอบประเมินเสียงสุวรรณภูมิ คุณคิดว่าถูกต้องหรือไม่

วันที่ : 15 สิงหาคม 2550

นายสุรธัส สุธรรมมนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยใหญ่ ฝ่ายสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ในฐานะประธานคณะทำงานเจรจาปรองดองในการจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงในสนามบินสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า การประชุมบอร์ด ทอท. วันที่ 16 ส.ค.นี้ ฝ่ายบริหารจะเสนอที่ประชุมพิจารณาอนุมัติเงื่อนไขการประเมินจ่ายค่าซ่อมแซม และปรับปรุงที่อยู่อาศัย รวมถึงการจัดซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบเรื่องเสียงจากการขึ้นลงของเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยนั้นจะจ่ายให้เฉพาะที่อยู่อาศัยของประชาชนและสิ่งก่อสร้างก่อนปี 44 เท่านั้น ตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปี 48 “ยืนยันจ่ายเงินชดเชยให้เฉพาะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นที่ดินเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ หรือที่ดินที่ใช้ก่อสร้างโรงงานและสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยถือว่าอยู่นอกเหนือมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯและมติ ครม. ที่ระบุให้จ่ายค่าชดเชยเฉพาะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน แม้จะมีเจ้าของที่ดินคัดค้าน”.

Thursday, August 23, 2007

จี้ติดทอท.อืดแก้มลพิษเสียงสุวรรณภูมิ

โดย เดลินิวส์ วัน เสาร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2550 11:56 น.
จี้ติดทอท.อืดแก้มลพิษเสียงสุวรรณภูมิ นางกัลยา ผกากรอง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ ทอท. เปิดเผยความคืบหน้าเรื่องการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องเสียงบริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิว่า นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ ทอท.หาแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเรื่องเสียง เพราะมีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบประมาณ 27,000 ครัวเรือน จากเดิม 121 ครัวเรือนเท่านั้น ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งให้ ทอท.หารือร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินตัวเลขที่แท้จริงอีกครั้งว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงมีเท่าไร อาศัยอยู่บริเวณใดบ้าง และระดับความรุนแรงของเสียงอยู่ระดับไหน เพื่อจะได้ช่วยเหลือให้ตรงจุด
นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ยอมรับว่าการเข้าไป ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเรื่องเสียงล่าช้า เพราะการตกลงเจรจารายละเอียดเรื่องการชดเชยต้องใช้เวลา และแต่ละครอบครัวมีความต้องการไม่เหมือนกัน ซึ่ง ทอท.กำลังที่จะหาหน่วยงาน กลางเข้ามาช่วยประเมินทรัพย์สิน โดยเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทั้งนี้หลังจากที่เอกชนประเมินทรัพย์ สินแล้วเสร็จ ทอท.จะต้องพิจารณาความเหมาะสมของวงเงินที่จะชดเชยว่าเป็นเท่าไร ส่วนกรณีที่ ทอท.ต้องการให้รัฐจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือ เพราะไม่มีเงินเพียงพอในการจ่ายชดเชยให้กับประชาชนนั้น จะต้องหารือในรายละเอียดกับกระทรวงการคลังว่าจะจัดสรรเงินช่วยเหลือได้หรือไม่.

ฟุ้ง2ปีล้างคราบคาวสุวรรณภูมิระบุแก้ปัญหาเสียงอันดับแรก

โดย เดลินิวส์ วัน เสาร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2550 11:50 น.
ฟุ้ง2ปีล้างคราบคาวสุวรรณภูมิระบุแก้ปัญหาเสียงอันดับแรก
นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนา คม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางกัลยา ผกากรอง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) สรุปรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้นในสนามบินสุวรรณภูมิหลังจากเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 49 ที่ผ่านมาใน 5 ประเด็นหลักคือ รันเวย์และแท็กซี่เวย์ร้าว ความปลอดภัยภายในอาคารผู้โดยสาร และการจัดพื้นที่ร้านค้าของกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ การจัดระบบขนส่งระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง คลังสินค้าและปัญหาเรื่องเสียงรอบสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อประเมินผลการเปิดใช้สนามบินฯ ในรอบ 1 ปี
“ได้ให้ ทอท.ไปดูว่ามีปัญหาอุปสรรค อะไรบ้างและได้รับการแก้ไขมากน้อยแค่ไหน โดยปัญหาที่ทอท.ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือเรื่องเสียง เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่ยอมรับการกำหนดแนวเส้นเสียงใหม่ของ ทอท.ที่กำหนดจ่ายเงินชดเชยและค่าเสียหายให้กับที่อยู่อาศัยที่มาตั้งถิ่นฐานก่อนปี 44 ดังนั้นเห็นว่า ทอท.ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่โดยเร็ว”
นางกัลยา กล่าวว่า ยอมรับว่าปัญหาในสนามบินสุวรรณภูมิไม่สามารถแก้ไขให้เสร็จได้ภายใน 1 ปี หลังจากเปิดใช้สนามบินฯอย่างเป็นทางการ แต่ ทอท.พยายามแก้ปัญหา เช่น ห้องน้ำน้อย ไฟฟ้าภายในอาคารผู้โดยสารให้มีแสงสว่างมากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องเสียงรอบสนามบินฯพยายามที่จะเร่งจ่ายเงินชดเชยและซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน สำหรับการแก้ปัญหารันเวย์และแท็กซี่เวย์ร้าวนั้น ยังไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรต้องรอผลการตรวจสอบจากบริษัทที่ปรึกษาก่อน คาดว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี
“ปัญหาระยะสั้นในสนามบินฯแก้ไปแล้วประมาณ 80% ส่วนปัญหาระยะกลางและ ระยะยาว เช่น การขอพื้นที่ชั้น 2 คืนจากการบินไทย เพื่อสร้างห้องน้ำให้กับประชาชนต้องใช้เวลา ขณะที่ร้านค้าปลอดภาษีและร้านค้าเชิงพาณิชย์ของกลุ่มคิงเพาเวอร์สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) กำลังตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยและจะแจ้งผลให้กลุ่มคิงเพาเวอร์ได้รับทราบว่าต้องแก้ไขตรงจุดใดบ้าง”.

ทอท.หัวหมอเนรมิตเส้นแนวเสียงใหม่ +ลดขนาดพื้นที่รับผลกระทบลง/อ้างมติครม.29พ.ค.50หวังลดจ่ายชดเชย/ชาวบ้านโวยหลุดโผกว่าครึ่ง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2244 16 ส.ค. - 18 ส.ค. 2550
ทอท.หัวหมอเนรมิตเส้นแนวเสียงใหม่ +ลดขนาดพื้นที่รับผลกระทบลง/อ้างมติครม.29พ.ค.50หวังลดจ่ายชดเชย/ชาวบ้านโวยหลุดโผกว่าครึ่ง
ชาวบ้านเยื่อพิษเสียงสุวรรณภูมิ 60 ชุมชนสุดช้ำ หลุดโผค่าชดเชยกว่า 50% เหลือไม่ถึง 30 ชุมชนหลังทอท.หัวหมอฉีกทิ้งแนวเส้นเสียงเก่าทิ้ง –ขีดเส้นเสียงใหม่ บีบพื้นที่ให้แคบลง ด้านละ 12 กิโลเมตร อ้างเหตุยึดมติครม.ขิงแก่ล่าสุด 29พ.ค.50ที่ระบุค่าชดเชย 1.2 แสนล้านสูงเกินจริงต้องสำรวจใหม่ ด้านชาวบ้านโวย 3,000-4,000 หลังได้ค่าชดเชยแค่ 1,000 หลัง เตรียมยื่นหนังสือ คมนาคม –บิ๊กแอ้ด ยึดมติครม.เก่า 21 พ.ย.49 ลั่นปิดสนามบินประท้วงอีกรอบแน่
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน และ บริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เกี่ยวกับการจ่ายชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเสียงจากการขึ้น-ลง เครื่องบิน โดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิ กระทั้ง มีการเดินขบวนประท้วงจน รัฐบาลชุดพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ต้องสั่งให้ ทอท. ช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่โซนเสียงดังรุนแรงก่อน ขณะเดียวกัน ได้มีมติครม. ทบทวน ขนาดพื้นที่และ วงเงินชดเชยที่สูงถึง 120,000ล้านบาทใหม่ นั้น
ล่าสุด แหล่งข่าวจากบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ ทอท.ได้ประกาศแนวเส้นเสียงจากการขึ้น-ลง เครื่องบินรอบสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ โดยยึดมติคณะรัฐมตรี (ครม.) ชุดพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ วันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการชดเชยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเสียงจริงนับจาก วันที่เปิดใช้สนามบินเมื่อวันที่ 28กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน ที่ใช้เพียง 2 ทางวิ่ง และ มีสัดส่วน 80 ต่อ 20 %
ทั้งนี้ แนวเส้นเสียงใหม่นี้จะ แตกต่างจากแนวเส้นเสียงเก่า ตามมติครม.เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 เนื่องจาก กรมควบคุมมลพิษ ได้คำนวณพื้นที่ตามเที่ยวบินเต็มพื้นที่ 100 % ในอนาคตจำนวน 4 ทางวิ่ง(รันเวย์) ทำให้พื้นที่ที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบและได้ค่าชดเชยเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่ปัจจุบันยังไม่มีปัญหาทางเสียงเกิดขึ้นทำให้มีปริมาณบ้านและวงเงินที่สูงถึง 120,000 ล้านบาท และมี อาคารบ้านเรื่อนที่ต้องชดเชยทั้งรับซื้อคืนและปรับปรุงซ่อมแซม เกือบ30,000 หลังคาเรือน
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ทอท. ได้ลงพื้นที่ สำรวจ พื้นที่และบ้านเรือนประชาชน ว่ามีกี่หลังคาเรือน อยู่ในโซนระดับเสียงเท่าไหร่ ระหว่าง NEF 30-NEF เกิน กว่า 40 โดยตั้งเครื่องวัดระดับเสียง ใหม่ แล้วจึงทำแผนผังแนวเส้นเสียงขึ้นใหม่ให้ตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันมากที่สุด ตามมติครม. ใหม่ดังกล่าว
ทั้งนี้เกรงว่าจะมี ผู้ที่ ไม่เดือดร้อนจริงสวมรอยรับค่าชดเชยดังกล่าวและไม่เป็นธรรมสำหรับรัฐบาล สำหรับค่าชดเชยนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างว่าจ้างบริษัทประเมิน เพื่อประเมิน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นล็อตที่2 ที่ได้รับผลกระทบทางเสียง โดย ทอท.จะแยกออกเป็นสองส่วนได้แก่ โซนที่ต้องซื้อคืน จะอยู่ในบริเวณNEF เกินกว่า 40 และ ที่จะต้องปรับปรุงซ่อมแซมจะต้องเป็นระดับความดังของเสียง ลดหลั่นลงไป ถึงNEF 30 ซึ่งขณะนี้ ได้แจ้งให้กับชาวบ้านทราบแล้ว อาทิ ฝั่งถนนบางนา-ตราด ได้แก่ บริเวณหมู่บ้านกรีนเลค หมู่บ้านกฤษณา บริเวณหมู่ 1 และหมู่ที่ 10 ตำบลราชาเทวะ คอนโดมิเนียม นูเวล คอนโดมิเนียมเพลสทีจ หมู่บ้านธนาซิตี้ คอนโดมิเนียมธนาเพลส ฝั่งมอร์เตอร์เวย์ หมู่บ้จุลมาศวิลล่า ชุมชนหลังหมู่บ้านเคหะนคร 2 หมู่บ้านเคหะนคร 2 ชุมชนชอยกำนัลแต๋ว หมู่บ้านลาดกระบังการ์เด้นท์ท ชุมชนมิตรปลูกศรัทธา หมู่บ้านมณสินี ชุมชนประชาร่วมใจ ชุมชนร่วมใจพัมนา หมู่บ้านศิลาภิรัตน์ เป็นต้น
ขณะที่ แหล่งข่าวจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ยอมรับ ว่าทอท. ได้ ส่งเรื่องให้คพ. กำหนดแนวเสียงใหม่ ตามขนาดเที่ยวบิน 2 ทางวิ่ง สัดส่วน 80:20 % ตามสภาพการใช้งานจริงในปัจจุบัน ตามมติครม. วันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ดังนั้น ทำให้ พื้นที่แนวเส้นเสียงใหม่ มีขนาดสัดส่วนเล็กและแคบลงไปมาก เมื่อเที่ยบกับ แนวเส้นเสียง เดิม ที่คพ. ได้ กำหนดไปแล้วตามมติครม. 21 พฤศจิกายน 2549 ที่มีขนาด 100 กว่าตารางกิโลเมตร โดยความกว้าง 4 กิโลเมตร และความยาว วัดจากตัวสนามบิน ไปทางทิศใต้ เลยถนนเทพารักษ์ออกไป 10 กิโลเมตร และ ทางเหนือสนามบิน วัดขึ้นไปอีก 10 กิโลเมตร ไปบรรจบถนนสุวิทวงศ์
จากการกำหนดแนวเส้นเสียงใหม่ โดยอ้างตามมติ ครม. ใหม่ดังกล่าว ส่งผลให้ บ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบและอยู่ในแนวเส้นเสียงเดิม ไม่อยู่ในข่ายที่ได้รับค่าชดเชย จำนวนมาก และขณะนี้มีการร้องเรียนให้ทอท.รับผิดชอบและให้ยึดตามแนวเส้นเสียง เดิมและมติครม. วันที่ 21พฤศจิกายน 2549 เนื่องจากมองว่าไม่เป็นธรรม
ด้านนาย สุรเดช เบญจาทิกุล ประธานกรรมการหมู่บ้านร่มฤดี กล่าวว่า ชาวบ้านจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบทางเสียง โดยเฉพาะที่เป็นหมู่บ้านจัดสรร รวมคันค้านและจะยื่นหนังสือ ต่อ พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมและ ทอท. ให้ยืนตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 แทน มติครม. ใหม่ 29 พฤษภาคม 2550 เนื่องจาก มองว่า ทอท.กำลังฉวยโอกาส เลี่ยงจ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้านและ ถือโอกาสลงสำรวจใหม่ ให้มีจำนวนบ้านที่ได้รับผลกระทบน้อยลง ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานที่ได้ มองว่าไม่เป็นธรรม และไม่มั่นใจว่า จะ เป็นไปตามข้อเท็จจริงหรือไม่
สำหรับ แผนที่แนวเส้นเสียงใหม่ พบว่า มีขนาด สั่นและแคบลง จากแนวเดิม คือ ส่วนหัว-ท้าย จะลดลง 2-3 กิโลเมตร และ ส่วนความกว้าง จะแคบลง ข้างละ 1กิโลเมตร ทำให้มีชาวบ้านหลุดโผไปจาก เดิม กว่า 50 % จากเดิมมีผุ้ได้รับผลกระทบ เกือบ30,000 หลังคาเรือน 60 หว่าชุมชน ขณะนี้เหลือไม่เกิน30ชุมชน มีผู้ที่ได้รับ ผลกระทบ ทางเสียงระดับ NEF เกินกว่า 40 จำนวน 800 หลังคาเรือน ขณะนี้เหลือเพียง 382 หลังคาเรือน เฉพาะ หมู่บ้านจัดสรร เดิมที่ได้รับผลกระทบ NEF30- เกิน 40 จำนวน 3,000-4,000 หลังคาเรือน จาก เกือบ 30,000 หลังคาเรือน ขณะนี้เหลือแค่ 1,000 หลังคาเรือนเท่านั้น โดยเฉพาะด้านเหนือ สนามบินจะมีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นมาก ซึ่ง มี 20 กว่า หมู่บ้าน ปรากฏว่าแนวใหม่ออกมาเหลือเพียง 12 หมู่บ้านเท่านั้น อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ เดิม แนวเส้นเสียเก่า บริเวณด้านใต้สนามบิน จะผ่านถนนเทพารักษ์ไป ส่วนแนวใหม่ จะไม่ถึง ถนนเทพทรักษ์ และ แนวด้านเหนือสนามบิน ไม่ถึง ถนนสุวินทวงศ์จากแนวเดิม อยุ่ที่ถนนสุวินทวงศ์ ที่จะได้ค่าชดเชย ซึ่งมองว่าการกระทำลักษณะนี้เพื่อต้องการลดค่าชดเชยอย่างแน่นอน
นายสุรเดชกล่าวต่อว่า หาก ทอท.ไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขของมติครม.วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ชาวบ้านจะรวมตัวกันประท้วงปิดสนามบินอีกครั้ง คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนนี้

สุดทน!ปัญหาเสียงสุวรรณภูมิ เอกชนประกาศขายทิ้งโครงการจัดสรร/ชาวบ้านขู่ปิดสนามบิน บี้ทอท.จ่ายชดเชยเสียง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2217 13 พ.ค. - 16 พ.ค. 2550
สุดทน!ปัญหาเสียงสุวรรณภูมิ เอกชนประกาศขายทิ้งโครงการจัดสรร/ชาวบ้านขู่ปิดสนามบิน บี้ทอท.จ่ายชดเชยเสียง

พิษเสียงเครื่องบินกระทบศักยภาพพื้นที่รอบสุวรรณภูมิดับวูบ ค่ายจัดสรร –เจ้าของที่ดิน-เก็งกำไร แห่ประกาศขาย "สุวรรณาวิลล์" บอกขายยกโครงการ 200 ล้าน ส่วนชาวบ้านครึ่งหมื่น โซนเหนือ 14 ชุมชน ลั่น ปิดสนามบิน จี้ทอท. หาเจ้าภาพจ่ายชดเชยเสียง ล็อต สอง ตามมติครม. "ขิงแก่" 21 พ.ย. 49 ทุกเม็ด หลังยื่น 4 ข้อเสนอ ถึง ทอท.-รัฐบาล ด้านก๊วนไฮโซ "กรีนวัลเลย์" เสนอขาย 3,000ล้าน ที่ดิน 400 แปลง บ้านเกือบ100 หลัง เฉลี่ยหลังละ 50 ล้าน ทอท.ยันอาคารสร้างก่อนปี 2544 ได้รับชดเชย


ภายหลังการเปิดให้บริการสนามบินนานชาติสุวรรณภูมิ เป็นเวลา เกือบ 8 เดือน นับจาก วันที่ 28 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดมลพิษทางเสียง จากการขึ้น-ลงเครื่องบินในพื้นที่โดยรอบสนามบินยังไม่ได้รับการแก้ไข และชดเชยแก่เอกชนและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยทางเสียง ผู้บริโภคเริ่มมีความลังเล ขณะที่สถาบันการเงินเริ่มให้ความระวักระวังในการให้สินเชื่อบริเวณดังกล่าว เจ้าของที่ดิน-นักเก็งกำไร ผู้ประกอบการจัดสรรประกาศขายทิ้งที่ดินและโครงการ ปัจจุบันมีชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยรอบได้รับผลกระทบจนเกิดอาการป่วยทางจิตและเจ็บป่วยทางกายจากมหันตภัยทางเสียง จนต้องรวมตัวประท้วงเรียกค่าชดเชยด้วยการปิดสนามบิน และให้ผู้บริหารทอท.ลาออก
ต่อเรื่องนี้ นายสุรเดช เบญจาธิกุล ประธานกรรมการหมู่บ้าน ร่มฤดี บริเวณถนนร่มเกล้า ที่อยู่ทางโซนเหนือ ของสนามบินเปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรร บริเวณโซนเหนือ ของ สนามบิน จำนวน 14 หมู่บ้าน ได้ร่วมตัวกัน เรียกร้องให้ทอท. จ่ายค่าชดเชยผลกระทบทางเสียงที่ชัดเจนทุกราย ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 และให้ปฎิบัติตามมติคณะทำงานเกี่ยวกับการวางหลักเกณฑ์กำหนดวิธีการประเมินราคาทรัพย์สิน ตามราคาซื้อ-ขายตลาด วันที่ 20 มีนาคม 2550 ของกรมธนารักษ์ พร้อมทั้ง ลงนามในทีโออาร์ ว่าจ้างบริษัท ประเมินเอกชน ประเมินราคาสินทรัพย์และจ่ายชดเชยให้กับ ชาวบ้านต่อไป
พร้อมกันนี้ได้ยื่นข้อเสนอให้ ทอท. กำหนดโซนร่องเสียง และจ่ายค่าชดเชยเป็นล็อตๆไป ได้แก่ ระดับการได้ยินตั้งแต่ NEF เกิน40-40 หรือกว่า 80 เดซิเบลเอ มีจำนวน 300 กว่าหลังคาเรือน โซนต่อไป ตั้งแต่ NEF 39-35 และโซน NEF 34-30 เป็นต้น หาก ทอท.ไม่มีความชัดเจน ชาวบ้านเดินขบวนประทวง ปิดสนามบินแน่นอน " ทอท.โยกโย้ หลอกชาวบ้านให้มีความหวังไปแต่ละวัน และเลื่อนไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง กระทั้งปัจจุบันก็รับปากไปอย่างนั้นและเชื่อว่าชาวบ้านก็คว้าน้ำเหลวอีก "
สอดคล้องกับ นาย สรวิทย์ วิไลศิริ ลูกบ้าน หมู่บ้านร่มฤดี ได้ให้ความเห็นว่า ชาวบ้าน 14หมู่บ้าน เฉลี่ยหมู่บ้านละ 100 กว่าหลังคาเรือน มีผู้อยู่อาศัยเฉลี่ยหลังละ 2-3 คน จะรวมตัวกันประท้วงด้วยวิธีปิดสนามบินแน่ หากทอท.ยังไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้
ด้านนางสุชาดา นันทะพานิชสกุล แกนนำลูกบ้านในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ ซึ่งอยู่โซนด้านใต้สนามบิน บริเวณ ถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 17 กล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากเสียงขึ้น-ลงเครื่องบิน อยุ่ในราว NEF 35-40 มีลูกบ้านที่ได้รับผลกระทบ เสนอขาย ที่ดินภายในหมู่บ้าน ฯ จำนวน 400 แปลงเฉลี่ยแปลงละ 1 ไร่ และบ้านพร้อมที่ดิน จำนวน 70 กว่าหลังคาเรือน เฉลี่ย หลังละ 50 ล้านบาท และขอค่าซ่อมแซม ประมาณ 30 หลังคาเรือน รวมมูลค่า 3,000 กว่าล้านบาท และเมื่อรวมกับ ชาวบ้านหมู่บ้านอื่นๆ รอบสนามบิน ค่าชดเชยเพื่อซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 2,000 กว่าหลังคาเรือนอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ตัวเลข ค่าชดเชย 120,000 ล้านบาท ที่ทอท.กำหนดขึ้นเข้าใจว่า จะคำนวณ จากพื้นที่ทั้งหมด และปั้นตัวเลขขึ้นมา ทำให้เป็นข้ออ้างวารับภาระไม่ไหวและโยนให้รัฐบาล รับผิดชอบ ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ได้หารือกับหมู่บ้านโซนเหนือของสนามบินแล้ว ว่าจะเดินขบวนประท้วงด้วยการปิดสนามบินหาก การเจรจาไม่บรรลุข้อตกลง และ เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ถึง ความไม่ชอบมาพากลที่ ทอท. ได้ มีเจตนาบิดพลิ้วที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการอ้างที่จะปฎิบัติตาม มติ ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อปี 2548 โดยไม่ปฎิบัติตามมติครม.วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549
ขณะที่ผู้บริหารรายหนึ่งของ บริษัท ไต้อี้ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด แจ้งว่า มีความประสงค์ที่จะเสนอโครงการ สุวรรณา วิลล์ ทั้งโครงการ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ถนนคุ้มเกล้า เขตลาดกระบัง บนเนื้อที่ 40 ไร่เศษ และที่ผ่านมา ได้พัฒนาไปหนึ่งเฟสแล้วเป็นบ้านเดี่ยว ขนาด 50 ตารางวา และอยู่ระหว่างการขาย ส่วนที่ดินที่เหลือ อีก 29 ไร่ยังไม่มีการพัฒนา ซึ่งได้รับการพิจารณาอนุญาตจัดสรรแล้ว และรอผู้บริหารโครงการรายใหม่เข้ามาดูแล ซึ่ง มูลค่าโครงการที่เสนอขายประมาณ 200ล้านบาท และสามารถต่อรองได้เหลือ 150 ล้านบาท
โดยยอมรับว่า มีผลกระทบด้านเสียง แต่ไม่ถึงกับรุนแรงเหมือนถนนร่มเกล้า ขณะเดียวกัน พื้นที่บริเวณนี้ กรมที่ดินและกทม. ห้ามไม่ให้พัฒนาต่อ เนื่องจาก เป็นพื้นที่รับน้ำ แต่ถ้าใครซื้อที่ดินแปลงนี้ไปจะโชคดีกว่าเพื่อนก็คือ บริษัทได้รับใบอนุญาตจัดสรรทิ้งไว้นานแล้ว และสามารถพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 50 ตารางวาได้ แต่รายใหม่ ส่วนใหญ่มักเลี่ยงจัดสรร เพราะ หากยื่นขออนุญาตฯก็จะใช้พื้นที่มากถึง1,000 ตารางวา นอกจากนี้ปัญหาอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจขายก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจและ ปัญหาภายในบริษัทเอง
ส่วนอีกแปลงที่ต้องการขาย จะเป็นที่ดินเปล่ารอการพัฒนา จำนวน 10 ไร่บริเวณถนนร่มเกล้า และอีกแปลง 10 ไร่เช่นกัน ซึ่งอยู่ติดกัน บริเวณวัดบำรุงรื่น เขตลาดกระบัง ยอมรับว่า แปลงที่ดิน ได้รับผลกระทบทางเสียงอย่างจัง แต่สามารถซื้อไว้เพื่อปรับเปลี่ยนการพัฒนาได้ เช่นจากบ้านจัดสรร ก็ปรับเป็น หอพักให้กับพนักงานที่อยู่ในสนามบิน หรือ พัฒนาเป็นสนามไดส์กอล์ฟ ฯลฯ โบอกขายไร่ละ 10ล้านบาท ซึ่งสามารถต่อรองกันได้ ส่วนอีกแปลง บอกขายไร่ละ 8ล้านบาท
ด้าน นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าว ถึงความคืบหน้า กรณีการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อน ของชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ได้รับผลกระทบทางเสียง เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยตามมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ว่า ได้ สั่งการให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ไปเจรจากับ ตัวแทนชาวบ้าน พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ว่า จะจ่ายค่าชดเชยได้เมื่อไหร่ อย่างไรก็ดี ภายในเดือนพฤษภาคม นี้ กระทรวงคมนาคม อยากเห็น ความเป็นไปได้ ของการจ่ายค่าชดเชย 4 หลังแรก ในล็อตแรก 71 หลังก่อน เพื่อให้ชาวบ้านทราบว่า ทอท. ไม่นิ่งนอนใจ และได้ดำเนินการจริงโดยไม่บิดพลิ้ว
นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ. )กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้มีผู้แทนจาก สุเหล่า วัด และโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ เข้ามาเจรจาเกี่ยวกับค่าชดเชย เรื่อง ปรับปรุงอาคาร โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องแอร์ ซึ่งค่าใช้จ่ายยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครจะเป็นผู้รับภาระ
ส่วนกรณีชาวบ้าน ที่ยื่นข้อเสนอ จะปิดสนามบิน ยังไม่ทราบเรื่อง สำหรับ การจ่ายค่าชดเชย ผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น ทอท. ยึดเงื่อนไข ดังนี้คือ เกณฑ์ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกรณีปลูกสร้างบ้านก่อนปี 2544 และมีผลกระทบตามผลการศึกษา 107 หลัง จำนวนนี้ทอท . ได้ เจราจาซื้อหรือปรับปรุง 71 หลัง ซึ่ง ประเมินราคา 4 ราย จำนวน 9อาคาร และตกลงราคาแล้วรอทำสัญญาซื้อขาย ที่เหลือ ยังไม่พอใจราคา ซึ่ง ทอท. ได้ ส่ง ให้สำนักประนอมหนี้ กระทรวงยุติธรรมไปพิจารณา
ทั้งนี้มติครม วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ทอท.เสนอ ว่าควรทบทวนเส้นเสียงดูใหม่ ว่าผลกระทบตรงตามความเป็นจริงแค่ไหน มีจำนวนหมู่บ้านได้รับผลกระทบเท่าไหร่กันแน่ ซึ่งได้ให้กรมควบคุมมลพิษไปพิจารณาแล้ว ต่อข้อถามที่ว่าวงเงินค่าชดเชย 120,000 แสนล้านบาทตัวเลขนี้ใครเป็นผู้คำนวณออกมา นาย ชัยศักดิ์ กล่าวว่า ทอท. เป็นผู้คำนวณ ตาม พื้นที่ที่ กรมควบคุมมลพิษกำหนดแนวเขตขึ้นมา กรณี ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ค่าชดเชยที่มีมูลค่าสูงถึง 120,000ล้านนั้น เป็นการคำนวณโดยทอท.เอง ไม่ใช่หน่วยงานอื่นเป็นผู้คำนวณ ซึ่งขณะนี้ ทอท.ได้ไปทบทวนตัวเลขค่าชดเชยใหม่แล้ว
นางกัลยา ผกากรอง รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) หรือ ทอท.กล่าวว่า การดำเนินการแก้ไขผลกระทบทางเสียงแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง เพื่อให้สอดคล้องกับผลสรุปที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายดำเนินกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 คือ ให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหา ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงตามผลการคาดการณ์และใช้มาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบที่ระบุไว้ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพิ่มเติมตามที่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้เห็นชอบ
ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงที่เกิดขึ้นนั้น ให้ใช้สถานการณ์การบินจริงเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่มีเที่ยวบินมากที่สุด ให้เป็นตามเกณฑ์ในการประเมินผลของกรมควบคุมมลพิษ และกรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม โดยทอท. จะใช้หลักการและเงื่อนไขตามที่ได้ระบุไว้ในมาตราการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่ระบุไว้ รวมทั้งหลักเกณฑ์การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับผลกระทบบวก –ลบค่าเสื่อม และการดำเนินการชดเชยผลกระทบด้านเสียงจะดำเนินการเฉพาะอาคารและสิ่งปลูกสร้างมาก่อนปี 2544 เท่านั้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีประมาณ 382 หลังคาเรือน

เสียงเครื่องบิน...เรื่องที่คุณควรรู้

Talk about noise!!! mailtobutterfly@gmail.com

ค้นหาเรื่องเกี่ยวกับ"เสียง"ได้ที่นี่

Google