VASANA CHINVARAKORN
Too bad the news has not been followed through _ that of our prime minister suffering a hearing ailment. On Tuesday, the Bangkok Post ran a front-page story about Surayud Chulanont being told by his physician at Phramongkut Klao Hospital that he is developing tinnitus, an auditory disorder that could turn serious, and which as yet has no permanent cure. The suspected cause, according to the report, was Gen Surayud's frequent air travel.
Interestingly, his predecessor Thaksin Shinawatra shared similar symptoms which once prompted a week's hospitalisation and temporary hearing loss some years ago.
Current government spokesman Yongyuth Mayalarp was quick to state that his boss' problem was in no way similar to Mr Thaksin's. It was only ''minor; he [Surayud] just felt something inside his ear'', he said.
One should not doubt the spokesman's words, for Dr Yongyuth is also a well-respected physician. But neither should one take the matter lightly. In fact, the whole nation must prepare for what could turn into a crisis, and not only of Gen Surayud's personal health, but of everyone else's in the country.
The signs of repercussion were already evident, right on the very same page of Tuesday's paper. Underneath the PM's hearing problem report was another one about Mr Thaksin and his wife facing the second arrest warrant over their alleged violations of the stock trading law. (The first warrant which the couple has failed to comply with concerns the Ratchadaphisek land scam.) Living so far away in their luxurious mansion in London, and taking into account the pitiable state of his ears, Mr Thaksin and Khunying Potjaman are not likely to have heard that they are ''wanted'' back in Thailand. (After all, the sounds made by his Manchester City football team and their fans are probably deafening enough for Thaksinatra.)
But hasn't Mr Thaksin's loss of power been a result of his inability to listen and failure to hear?
One symptom of tinnitus is the hearing of strange, persistent sound(s) inside the patient's ears. Could it be the case that our ex-prime minister has been hearing only his own voice _ which falsely reassured himself of invincibility _ and thus has had to face the unexpected, calamitous downfall?
But Mr Thaksin is certainly not the only one who has had this tinnitus, aka ''ringing ear'' problem. Alas, a lot of men (and women) in the corridors of power seem to be sharing varying degrees of auditory disorders. They seem to be hearing some sort of repetitive, hallucinatory sounds _ sounds that echo, augment, their innermost beliefs. Their egos, perhaps.
For the Royal Irrigation Department chief, the sound seems to be ''Kaeng Sua Ten dam project'' _ a mantra that keeps popping up whenever he wants to propose a solution to the annual drought and floods.
For the energy policy chief Piyasvasti Amranand, the recurrent theme appears to be generation of electricity at all cost, which now leads to the latest tinkering with a nuclear power plant scheme. (PM Surayud seems to have caught this bug too _ see how tinnitus can be surprisingly contagious _ when he spoke at a meeting of the Defence Council College about nuclear power being needed as part of a long-term plan to secure sufficient energy supplies. Incidentally, the news was put right next to the one about his health check-up at Phramongkut Klao Hospital.)
Last but not least, the top guys at the Airports of Thailand Plc may be suffering from a most peculiar version of tinnitus: they may be hearing nothing but the blurring whirl of airplane turbines. Thus their continued deafness to the plight of residents living near Suvarnabhumi Airport. Thus the continued distribution of sleeping pills to those people as a remedy.
On second thought, other bureaucrats are also sharing this deafness, and blindness too. So they are unable to hear or see the problems right in their respective turf. And we haven't even started talking about politicians and what each might be hearing in his or her head.
In this increasingly noisy country, we common folk have probably not been spared this hearing disorder, either. But then we would be suffering alone and not spilling what we may have (mis)heard or imposing it on policies that would affect others.
This hearing disorder is, indeed, a national crisis _ and it should not, must not, be taken lightly.
Vasana Chinvarakorn is a senior writer for Outlook.
Saturday, September 8, 2007
ชาวบ้านหมู่บ้านจัดสรร 10 หมู่บ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิขอย้ายออก
คม ชัด ลึก
ชาวบ้านหมู่บ้านจัดสรร 10 หมู่บ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิขอย้ายออกจากหมู่บ้านเหตุได้รับผลกระทบเสียงดังเกินจะอยู่อาศัย แต่ไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา เรียกร้อง ทอท.เจรจาก่อนสนามบินเปิดใช้อย่างเป็นทางการประกาศร่วมสถาบันลาดกระบังฯเคลื่อนไหวกดดัน 15 ก.ย.นี้
(9ก.ย.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับตัวแทนชาวบ้านหมู่บ้านจัดสรรที่อาศัยพื้นที่รอบๆสนามบินจำนวน 10 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 35-40 ที่จะได้รับผลกระทบจากเสียงดังร่วมกันแถลงเรียกร้องให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท) ดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบเสียงดังและผลกระทบสิ่งแวดล้อมกับชุมชนที่อาศัยในพื้นที่รอบล้อมสนามบินให้ชัดเจนก่อนที่จะเปิดใช้สนามบินอย่างเป็นทางการวันที่ 28 ก.ย.นี้
10หมู่บ้านรอบสุวรรณภูมิสุดทนเสียงดัง
นายสุรเดช เบญจากิจกุล ประธานคณะกรรมการหมู่บ้านร่มฤดี ในฐานะตัวแทนหมู่บ้านจัดสรร 10 หมู่บ้านกล่าวว่า ชาวบ้านในหมู้บ้านจัดสรรจำนวน 10 หมู่บ้านที่อาศัยในพื้นที่รอบๆสนามบินได้รับผลกระทบจากปัญหาเสียงดัง จากการขึ้นลงของเครื่องบินเพราะอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 35-40 อยู่ห่างจากสนามบินเพียง 1 กม.เท่านั้น ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาเสียงดัง เพราะอยู่ในระดับเสียงที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้
แต่ที่ผ่านมา ทอท.กลับเมินเฉยไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหารวมถึงไม่ได้เข้ามาเจรจาเพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ขณะที่สนามบินกำลังเปิดใช้บริการ จนทำให้ชาวชุมชนจะต้องรวมตัวกันและร่วมกับ สถาบันฯลาดกระบังเพื่อเรียกร้องให้ ทอท.แก้ไขปัญหาโดยด่วน
"ชาวชุมชน ทั้ง 10 หมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ร่องเรียงดังที่จะต้องได้รรับผลกระทบแน่นอนเพราะในช่วงที่มีการทดสอบบิน ชาวชุมชนได้รับความเดือดร้อนในเรื่องปัญหาเสียงดังมาก เพราะเครื่องบินขึ้นลงบนหลังคาบ้านพวกเราเลย แต่ไม่เคยมีคนจาก ทอท.เข้ามาเจรจา หารือกับพวกเราเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งชาวชุมชนส่วนใหญ่ที่ย้ายเข้ามาปักหลักที่หมู่บ้านแถวนี้เพราะว่าต้องการความเงียบสงบ แต่ตอนนี้ เสียงดังของเครื่องบินกำลังรวบกวนพวกเรา โดยที่ไม่มีใครเหลียวแล"นายสุรเดช กล่าว
ประกาศร่วมประท้วงกับสถาบันฯลาดกระบัง
ส่วนข้อเรียกร้องของชาวชุมชนคือต้องการความชัดเจนในเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหา จาก ทอท. โดยผู้บริหารจะต้องมาเจรจากับพวกเราก่อนที่จะมีการเปิดใช้สนามบิน ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเสียงดังที่จะกระทบกับชีวิตของชาวชุมชน ซึ่งข้อเรียกร้องเบื้องต้นคือ ต้องการให้มีการเวนคืนบ้านในราคาค้าขายกันจริงในตลาดปัจจุบัน หรือ จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพื่อปรับปรุงบ้านการทำฝ้าเพดาน การทำผนังห้องใหม่ การติดแอร์ เพื่อลดผลกระทบในเรื่องเสียงดังโดยคาดว่า น่าจะจ่ายหลังละ1ล้านบาท รวมถึงความชัดเจนในเรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หากไม่มีความชัดเจนในวันที่ 15 ก.ย. นี้ชาวชุมชนจะเข้าไปร่วมกับ สถาบันฯลาดกระบังเพื่อเคลื่นไหวเรียกร้องต่อไป
ไม่แน่214 ล้านบาทค่าชดเชยจะได้เมื่อใด
นายพงค์ทิพย์ อินทร์แก้ว ประธานสภาคณาจารย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า แม้ว่า ทอท.จะออกแถลงการณ์ว่าจะจ่ายเงินให้กับ สถาบันฯลาดกระบังจำนวน 214 ล้านบาท แต่จะต้องไปเข้าพิจารณาในคณะกรรมการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ก่อน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เราเรียกร้องตลอดมาว่า หากจ่ายค่าชดเชยให้สถาบันฯก็ต้องจ่ายให้ชุมชนไปพร้อมกันด้วยเพราะลาดกระบังฯจะต้องอยู่ร่วมกับชุนชน ซึ่งในวันที่ 15 ก.ย.นี้จะต้องมีการเคลื่อนไหวร่วมกันแน่นอน
ทอท.ไม่เคยถามความเห็นชาวบ้านเลย
ด้านนางจุฑารัตน์ จันทร์ทร กรรมการหมู่บ้านร่มฤดี กล่าวว่า หาก ทอท.ไม่เข้ามาเจรจากับชาชุมชน นอกจากการร่วมกับ ม.ลาดกระบังในการเคลื่อนไหวแล้ว ชาวชุนจะทำจดหมายไปยังสายการบินระหว่างประเทศตั้งแต่ สิงค์โปรแอร์ไลน์ พร้อมทั้งส่งจดหมายไปยัง ฟาร์อิสเทิร์นอิโคโนมิค รีวิว และ ไทม์ เพื่อให้เผยแพร่ข่าวนี้ออกไปทั่วโลกว่า ขณะที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็น สนามบินที่เป็นฮับของเอเชีย แต่ไม่ได้ดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนได้เลย ชาวชุมชนไม่เคยได้รับการติดต่อทั้งๆที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขึ้นลงของเครื่องบิน
"ปัญหาเรื่องเสียงดังได้หารือกัลสาถาปานิคแล้วพบว่าหากต้องการบ้านที่ลดปัญหาเสียงต้องใช้เงินจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา แค่ในส่วนฝ้าเพดานที่ต้องใช้ฝ้าแบบอะครูสติก ลงทุนมากถึง 3 แสนบาท แต่ลดปัญหาเสียงลงได้เพียง 50% เท่านั้น หากต้องปรับปรุงทั้งหมดใส่กระจก เพิ่มแอร์ จะต้อง้งบประมาณจำนวนมาก รวมถึงวิถีชีตนอกบ้านที่อาจจะหายไป เพราะว่าทนเสียงดังไม่ได้ เนื่องจากเครื่องบินขึ้นลงทุก 2 นาที" นางจุฑารัตน์ กล่าว
ด้านนางสมพงษ์ นิลชาติ อายุ 66 ปี หมู่บ้านร่มฤดี กล่าวว่า เดิมอาศัยที่ถนนตำรวจน้ำ ย้ายมาที่สำโรงเพื่อหนีน้ำท่วม และคิดว่าจะปักหลักที่หมู่บ้านนี้แล้ว แต้ตอนนี้จะต้องย้ายบ้านครั้งที่ 3 เพื่อจะหนีเสียงดังจากเครื่องบิน ความจริง ไม่ได้อยากย้ายแล้ว แต่ถ้าเครื่องบินขึ้นลงทุก2 นาที คงไม่สามารถทนเสียงดังได้ เพราะขนาดช่วงที่มีการทดสอบบิน ชาวบ้านที่นี้ไม่มีใครทนเสียงดังได้เลย
"ไม่อยากย้ายเลย เพราะว่าย้านหลังนี้สงบ ไม่เสียงดัง อยู่ใกล้ถนนเวลาไปโรงพยาบาลก็สะดวก แต่ถ้าเสียงดังอยู่ไม่ไหวก็ควจะต้องย้ายออกไป แต่อยากให้ ทางสนามบินเข้ามารับรู้ปัญหาเพื่อจะได้แก้ไข" นางสมพงษ์ กล่าว
น้อยใจเชิญแขกต่างชาติได้ชาวบ้านไม่เชิญ
ส่วนนางสวง เจิมแจ๋มแสง อายุ 77 ปี กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า ชาวบ้านที่มาอาศัยในบ้านจัดสรรนั้นผิดเพราะว่ามีการประกาศว่าจะสร้างสนามบินก่อนจะตั้งหมู่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าเป็นความผิดของใครเพราะการสร้างหมู่บ้านจัดสรร สำนักงานเขตก็อนุญาติถูกต้อง ทำให้มีหมู่บ้านเกิดขึ้นรอบสนามบินจำนวนมาก หากต้องการควบคุมพื้นที่จริงๆทำไมถึงปล่อยให้มีการสร้างหมู่บ้านได้
นายเสนอ ธรรมพิพัฒนกุล กล่าวว่า สนามบินสุวรรณภูมิ พาแขกทั้งไทยและต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมสนามบิน แต่ พวกเราชาวชุนที่อาศัยในพื้นที่รอบๆสนามบินไม่มีใครเชิญให้เข้าไปร่วมชมสนามบินเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าน้อยใจ
ชาวบ้านหมู่บ้านจัดสรร 10 หมู่บ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิขอย้ายออกจากหมู่บ้านเหตุได้รับผลกระทบเสียงดังเกินจะอยู่อาศัย แต่ไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา เรียกร้อง ทอท.เจรจาก่อนสนามบินเปิดใช้อย่างเป็นทางการประกาศร่วมสถาบันลาดกระบังฯเคลื่อนไหวกดดัน 15 ก.ย.นี้
(9ก.ย.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับตัวแทนชาวบ้านหมู่บ้านจัดสรรที่อาศัยพื้นที่รอบๆสนามบินจำนวน 10 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 35-40 ที่จะได้รับผลกระทบจากเสียงดังร่วมกันแถลงเรียกร้องให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท) ดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบเสียงดังและผลกระทบสิ่งแวดล้อมกับชุมชนที่อาศัยในพื้นที่รอบล้อมสนามบินให้ชัดเจนก่อนที่จะเปิดใช้สนามบินอย่างเป็นทางการวันที่ 28 ก.ย.นี้
10หมู่บ้านรอบสุวรรณภูมิสุดทนเสียงดัง
นายสุรเดช เบญจากิจกุล ประธานคณะกรรมการหมู่บ้านร่มฤดี ในฐานะตัวแทนหมู่บ้านจัดสรร 10 หมู่บ้านกล่าวว่า ชาวบ้านในหมู้บ้านจัดสรรจำนวน 10 หมู่บ้านที่อาศัยในพื้นที่รอบๆสนามบินได้รับผลกระทบจากปัญหาเสียงดัง จากการขึ้นลงของเครื่องบินเพราะอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 35-40 อยู่ห่างจากสนามบินเพียง 1 กม.เท่านั้น ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาเสียงดัง เพราะอยู่ในระดับเสียงที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้
แต่ที่ผ่านมา ทอท.กลับเมินเฉยไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหารวมถึงไม่ได้เข้ามาเจรจาเพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ขณะที่สนามบินกำลังเปิดใช้บริการ จนทำให้ชาวชุมชนจะต้องรวมตัวกันและร่วมกับ สถาบันฯลาดกระบังเพื่อเรียกร้องให้ ทอท.แก้ไขปัญหาโดยด่วน
"ชาวชุมชน ทั้ง 10 หมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ร่องเรียงดังที่จะต้องได้รรับผลกระทบแน่นอนเพราะในช่วงที่มีการทดสอบบิน ชาวชุมชนได้รับความเดือดร้อนในเรื่องปัญหาเสียงดังมาก เพราะเครื่องบินขึ้นลงบนหลังคาบ้านพวกเราเลย แต่ไม่เคยมีคนจาก ทอท.เข้ามาเจรจา หารือกับพวกเราเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งชาวชุมชนส่วนใหญ่ที่ย้ายเข้ามาปักหลักที่หมู่บ้านแถวนี้เพราะว่าต้องการความเงียบสงบ แต่ตอนนี้ เสียงดังของเครื่องบินกำลังรวบกวนพวกเรา โดยที่ไม่มีใครเหลียวแล"นายสุรเดช กล่าว
ประกาศร่วมประท้วงกับสถาบันฯลาดกระบัง
ส่วนข้อเรียกร้องของชาวชุมชนคือต้องการความชัดเจนในเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหา จาก ทอท. โดยผู้บริหารจะต้องมาเจรจากับพวกเราก่อนที่จะมีการเปิดใช้สนามบิน ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเสียงดังที่จะกระทบกับชีวิตของชาวชุมชน ซึ่งข้อเรียกร้องเบื้องต้นคือ ต้องการให้มีการเวนคืนบ้านในราคาค้าขายกันจริงในตลาดปัจจุบัน หรือ จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพื่อปรับปรุงบ้านการทำฝ้าเพดาน การทำผนังห้องใหม่ การติดแอร์ เพื่อลดผลกระทบในเรื่องเสียงดังโดยคาดว่า น่าจะจ่ายหลังละ1ล้านบาท รวมถึงความชัดเจนในเรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หากไม่มีความชัดเจนในวันที่ 15 ก.ย. นี้ชาวชุมชนจะเข้าไปร่วมกับ สถาบันฯลาดกระบังเพื่อเคลื่นไหวเรียกร้องต่อไป
ไม่แน่214 ล้านบาทค่าชดเชยจะได้เมื่อใด
นายพงค์ทิพย์ อินทร์แก้ว ประธานสภาคณาจารย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า แม้ว่า ทอท.จะออกแถลงการณ์ว่าจะจ่ายเงินให้กับ สถาบันฯลาดกระบังจำนวน 214 ล้านบาท แต่จะต้องไปเข้าพิจารณาในคณะกรรมการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ก่อน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เราเรียกร้องตลอดมาว่า หากจ่ายค่าชดเชยให้สถาบันฯก็ต้องจ่ายให้ชุมชนไปพร้อมกันด้วยเพราะลาดกระบังฯจะต้องอยู่ร่วมกับชุนชน ซึ่งในวันที่ 15 ก.ย.นี้จะต้องมีการเคลื่อนไหวร่วมกันแน่นอน
ทอท.ไม่เคยถามความเห็นชาวบ้านเลย
ด้านนางจุฑารัตน์ จันทร์ทร กรรมการหมู่บ้านร่มฤดี กล่าวว่า หาก ทอท.ไม่เข้ามาเจรจากับชาชุมชน นอกจากการร่วมกับ ม.ลาดกระบังในการเคลื่อนไหวแล้ว ชาวชุนจะทำจดหมายไปยังสายการบินระหว่างประเทศตั้งแต่ สิงค์โปรแอร์ไลน์ พร้อมทั้งส่งจดหมายไปยัง ฟาร์อิสเทิร์นอิโคโนมิค รีวิว และ ไทม์ เพื่อให้เผยแพร่ข่าวนี้ออกไปทั่วโลกว่า ขณะที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็น สนามบินที่เป็นฮับของเอเชีย แต่ไม่ได้ดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนได้เลย ชาวชุมชนไม่เคยได้รับการติดต่อทั้งๆที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขึ้นลงของเครื่องบิน
"ปัญหาเรื่องเสียงดังได้หารือกัลสาถาปานิคแล้วพบว่าหากต้องการบ้านที่ลดปัญหาเสียงต้องใช้เงินจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา แค่ในส่วนฝ้าเพดานที่ต้องใช้ฝ้าแบบอะครูสติก ลงทุนมากถึง 3 แสนบาท แต่ลดปัญหาเสียงลงได้เพียง 50% เท่านั้น หากต้องปรับปรุงทั้งหมดใส่กระจก เพิ่มแอร์ จะต้อง้งบประมาณจำนวนมาก รวมถึงวิถีชีตนอกบ้านที่อาจจะหายไป เพราะว่าทนเสียงดังไม่ได้ เนื่องจากเครื่องบินขึ้นลงทุก 2 นาที" นางจุฑารัตน์ กล่าว
ด้านนางสมพงษ์ นิลชาติ อายุ 66 ปี หมู่บ้านร่มฤดี กล่าวว่า เดิมอาศัยที่ถนนตำรวจน้ำ ย้ายมาที่สำโรงเพื่อหนีน้ำท่วม และคิดว่าจะปักหลักที่หมู่บ้านนี้แล้ว แต้ตอนนี้จะต้องย้ายบ้านครั้งที่ 3 เพื่อจะหนีเสียงดังจากเครื่องบิน ความจริง ไม่ได้อยากย้ายแล้ว แต่ถ้าเครื่องบินขึ้นลงทุก2 นาที คงไม่สามารถทนเสียงดังได้ เพราะขนาดช่วงที่มีการทดสอบบิน ชาวบ้านที่นี้ไม่มีใครทนเสียงดังได้เลย
"ไม่อยากย้ายเลย เพราะว่าย้านหลังนี้สงบ ไม่เสียงดัง อยู่ใกล้ถนนเวลาไปโรงพยาบาลก็สะดวก แต่ถ้าเสียงดังอยู่ไม่ไหวก็ควจะต้องย้ายออกไป แต่อยากให้ ทางสนามบินเข้ามารับรู้ปัญหาเพื่อจะได้แก้ไข" นางสมพงษ์ กล่าว
น้อยใจเชิญแขกต่างชาติได้ชาวบ้านไม่เชิญ
ส่วนนางสวง เจิมแจ๋มแสง อายุ 77 ปี กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า ชาวบ้านที่มาอาศัยในบ้านจัดสรรนั้นผิดเพราะว่ามีการประกาศว่าจะสร้างสนามบินก่อนจะตั้งหมู่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าเป็นความผิดของใครเพราะการสร้างหมู่บ้านจัดสรร สำนักงานเขตก็อนุญาติถูกต้อง ทำให้มีหมู่บ้านเกิดขึ้นรอบสนามบินจำนวนมาก หากต้องการควบคุมพื้นที่จริงๆทำไมถึงปล่อยให้มีการสร้างหมู่บ้านได้
นายเสนอ ธรรมพิพัฒนกุล กล่าวว่า สนามบินสุวรรณภูมิ พาแขกทั้งไทยและต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมสนามบิน แต่ พวกเราชาวชุนที่อาศัยในพื้นที่รอบๆสนามบินไม่มีใครเชิญให้เข้าไปร่วมชมสนามบินเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าน้อยใจ
Wednesday, September 5, 2007
สั่งทุกเที่ยวบินปรับวิธีบิน ลดเสียงสุวรรณภูมิ
4 กันยายน พ.ศ. 2550 16:45:00 กรุงเทพธุรกิจ
ทอท.ปรับวิธีบินขึ้น-ลง เชิดหัว 90 องศา ลดผลกระทบเสียงสุวรรณภูมิ บังคับใช้ 13 พ.ย.นี้ หวั่นสนามบิน 8 แห่ง เที่ยวบินเกิน 20,000 เที่ยว/ปี ปัญหาซ้ำรอย เร่งวางมาตรการลดผลกระทบ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นางมณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวง ทรัพ ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากการศึกษาสถานการณ์มลพิษทางเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังเปิดดำเนินการ พบว่ามีเสียงดังเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยมีค่า มากกว่า 80 เดซิเบลเอ ซึ่งมากกว่าก่อนเปิดใช้สนามบินที่เคยตรวจวัดระดับเสียงรอบท่าอากาศยานอยู่ ระหว่าง 55-59 เดซิเบล เอ เท่านั้น
และเมื่อมีการจัดทำแผนที่ระดับเสียง และกำหนดเส้นทำนายค่าระดับเสียง (NEF) พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเสียงของสนามบินสุวรรณภูมิให้สอดคล้องสถานการณ์ความเป็นจริง มีพื้นที่ NEF มากกว่า40 คิดเป็น 1.93 ตร.กม. จึงมีมติให้ย้ายชุมชนที่อยู่ในแนว NEF 40 ออกจากพื้นที่ ไปก่อน
“ส่วนมาตรการลดผลกระทบด้านเสียงจากสนามบินนั้น ทางกรมควบคุมมลพิษ ได้สรุปวิธีการขึ้นบิน ของเครื่องบินโดยใช้รันเวย์ฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก อัตราส่วนร้อยละ 80:20 ในฤดูร้อน และฤดูหนาวสลับตามทิศทางลม
"ขณะเดียวกันยังได้นำเสนอวิธีการบินขึ้นแบบเชิดหัวขึ้น 90 องศา แล้วไปเร่งเครื่องบนอากาศ ส่วนบินลงแบบโปรยตัว เพราะพบว่าสามารถลดเสียงในชุมชนที่อยู่ภายใต้เส้นทางการบินได้ โดยขณะนี้บริษัทการท่าอากาศยานฯ ได้ประกาศให้เครื่องบินทุกชนิด ที่บินขึ้นจากสุรรณภูมิ ต้องใช้วิธีการบินแบบดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.นี้เป็นต้นไป จากที่ก่อนหน้านี้ บังคับเฉพาะสายการบินไทยเท่านั้น” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบุ
นางมณทิพย์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มการเติบโตของสายการบินมีมากขึ้นและจะส่งผลให้อัตราเที่ยวบินเพิ่มตามด้วยนั้น จากการประเมินยังพบว่าหากท่าอากาศยานมีเที่ยวบินมากกว่า 20,000 เที่ยวต่อปี จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของชุมชนรอบสนามบิน
โดยจะกระทบกับการพักผ่อนนอนหลับ ส่งผลให้เกิดความเครียดและทำให้เกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นได้ โดยเฉพาะสนามบิน 8 แห่งได้แก่ ท่าอากาศยานภูเก็ต หาดใหญ่ สมุย เชียงราย เชียงใหม่ ขอนแก่น กระบี่ และ นครพนม มีแนวโน้มจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น
ดังนั้น จึงต้องเร่งทำแผนที่เส้นเสียงของสนามบินต่างๆ รวมทั้งการท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดโซนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ชุมชนรุกเข้ามาใกล้สนามบินมากจนเกิดปัญหาเหมือนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่น่าจะต้องเร่ง ดำเนินการมากสุดคือสนามบินภูเก็ต แม้ว่าด้านหนึ่งของสนามบินจะอยู่ติดกับทะเลก็ตาม
ทอท.ปรับวิธีบินขึ้น-ลง เชิดหัว 90 องศา ลดผลกระทบเสียงสุวรรณภูมิ บังคับใช้ 13 พ.ย.นี้ หวั่นสนามบิน 8 แห่ง เที่ยวบินเกิน 20,000 เที่ยว/ปี ปัญหาซ้ำรอย เร่งวางมาตรการลดผลกระทบ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นางมณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวง ทรัพ ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากการศึกษาสถานการณ์มลพิษทางเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังเปิดดำเนินการ พบว่ามีเสียงดังเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยมีค่า มากกว่า 80 เดซิเบลเอ ซึ่งมากกว่าก่อนเปิดใช้สนามบินที่เคยตรวจวัดระดับเสียงรอบท่าอากาศยานอยู่ ระหว่าง 55-59 เดซิเบล เอ เท่านั้น
และเมื่อมีการจัดทำแผนที่ระดับเสียง และกำหนดเส้นทำนายค่าระดับเสียง (NEF) พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเสียงของสนามบินสุวรรณภูมิให้สอดคล้องสถานการณ์ความเป็นจริง มีพื้นที่ NEF มากกว่า40 คิดเป็น 1.93 ตร.กม. จึงมีมติให้ย้ายชุมชนที่อยู่ในแนว NEF 40 ออกจากพื้นที่ ไปก่อน
“ส่วนมาตรการลดผลกระทบด้านเสียงจากสนามบินนั้น ทางกรมควบคุมมลพิษ ได้สรุปวิธีการขึ้นบิน ของเครื่องบินโดยใช้รันเวย์ฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก อัตราส่วนร้อยละ 80:20 ในฤดูร้อน และฤดูหนาวสลับตามทิศทางลม
"ขณะเดียวกันยังได้นำเสนอวิธีการบินขึ้นแบบเชิดหัวขึ้น 90 องศา แล้วไปเร่งเครื่องบนอากาศ ส่วนบินลงแบบโปรยตัว เพราะพบว่าสามารถลดเสียงในชุมชนที่อยู่ภายใต้เส้นทางการบินได้ โดยขณะนี้บริษัทการท่าอากาศยานฯ ได้ประกาศให้เครื่องบินทุกชนิด ที่บินขึ้นจากสุรรณภูมิ ต้องใช้วิธีการบินแบบดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.นี้เป็นต้นไป จากที่ก่อนหน้านี้ บังคับเฉพาะสายการบินไทยเท่านั้น” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบุ
นางมณทิพย์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มการเติบโตของสายการบินมีมากขึ้นและจะส่งผลให้อัตราเที่ยวบินเพิ่มตามด้วยนั้น จากการประเมินยังพบว่าหากท่าอากาศยานมีเที่ยวบินมากกว่า 20,000 เที่ยวต่อปี จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของชุมชนรอบสนามบิน
โดยจะกระทบกับการพักผ่อนนอนหลับ ส่งผลให้เกิดความเครียดและทำให้เกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นได้ โดยเฉพาะสนามบิน 8 แห่งได้แก่ ท่าอากาศยานภูเก็ต หาดใหญ่ สมุย เชียงราย เชียงใหม่ ขอนแก่น กระบี่ และ นครพนม มีแนวโน้มจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น
ดังนั้น จึงต้องเร่งทำแผนที่เส้นเสียงของสนามบินต่างๆ รวมทั้งการท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดโซนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ชุมชนรุกเข้ามาใกล้สนามบินมากจนเกิดปัญหาเหมือนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่น่าจะต้องเร่ง ดำเนินการมากสุดคือสนามบินภูเก็ต แม้ว่าด้านหนึ่งของสนามบินจะอยู่ติดกับทะเลก็ตาม
ผอ.สุวรรณภูมิ มั่นใจปรับปรุงมลภาวะเสียงทันดีเดย์ปล่อยลูกโป่ง
14:15 น. สำนักข่าวเนชั่น
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า หลังหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารบริษัทท่าอากาศยานไทย และกลุ่มตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงโดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) โดยส่วนตัวแล้ว มองว่ากลุ่มชาวบ้านเข้าใจกับการเจรจา และพอใจที่ ทอท.รับข้อเสนอที่จะขยายกรอบความช่วยเหลือชาวบ้านมากขึ้น โดยเข้าไปดำเนินการชดเชยให้กับกลุ่มชาวบ้าน ที่อยู่นอกแนวเส้นเสียง ที่เพิ่มเติมจากกลุ่มเดิมที่มติครม.อนุมัติไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่าต้องชดเชยให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางเสียงมากกว่า 40 NEF หรือ 70 เดซิเบล โดยทอท.จะร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ เข้าไปสำรวจซ้ำ และหากพบว่ามีเสียงดังจริง ก็พร้อมจะเข้าดำเนินการชดเชยให้
ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวอีกว่า กลุ่มต้วแทนชาวบ้านฯ พร้อมจะให้เวลาแก่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์ เพื่อดำเนินการปรับปรุงปัญหาต่างๆ ตามข้อเรียกร้องของประชาชน พร้อมเชื่อมั่นว่าในคืนวันที่ 7 ก.ย.นี้ กลุ่มชาวบ้านจะยอมทำตามสัญญา โดยไม่ปล่อยลูกโป่งเพื่อก่อกวนการบิน
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า หลังหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารบริษัทท่าอากาศยานไทย และกลุ่มตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงโดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) โดยส่วนตัวแล้ว มองว่ากลุ่มชาวบ้านเข้าใจกับการเจรจา และพอใจที่ ทอท.รับข้อเสนอที่จะขยายกรอบความช่วยเหลือชาวบ้านมากขึ้น โดยเข้าไปดำเนินการชดเชยให้กับกลุ่มชาวบ้าน ที่อยู่นอกแนวเส้นเสียง ที่เพิ่มเติมจากกลุ่มเดิมที่มติครม.อนุมัติไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่าต้องชดเชยให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางเสียงมากกว่า 40 NEF หรือ 70 เดซิเบล โดยทอท.จะร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ เข้าไปสำรวจซ้ำ และหากพบว่ามีเสียงดังจริง ก็พร้อมจะเข้าดำเนินการชดเชยให้
ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวอีกว่า กลุ่มต้วแทนชาวบ้านฯ พร้อมจะให้เวลาแก่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์ เพื่อดำเนินการปรับปรุงปัญหาต่างๆ ตามข้อเรียกร้องของประชาชน พร้อมเชื่อมั่นว่าในคืนวันที่ 7 ก.ย.นี้ กลุ่มชาวบ้านจะยอมทำตามสัญญา โดยไม่ปล่อยลูกโป่งเพื่อก่อกวนการบิน
ม็อบลูกโป่งถอย!จี้15วันชุมนุมใหญ่
จากไทยโพสต์ 5 กันยายน 2550 กองบรรณาธิการ
'กัลยา'ไขก๊อกหึ่งพ่ายแรงบีบยันจะเร่งจ่ายเงินโดยเร็ว "กัลยา" ไขก๊อกรักษาการเอ็มดี ทอท. อ้างบอกไว้แล้วจะอยู่แค่ช่วงสั้นๆ ข่าวสะพัดถูกบีบให้ออก หลังแก้ปัญหาสุวรรณภูมิอืดเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 ก.ย.2550 มีการประชุมร่วมกันระหว่างชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเสียงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ขู่จะปล่อยลูกโป่งป่วนสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 7 ก.ย.นี้ กับผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อเจรจาแนวทางการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งจัดทำผลการเจรจาเพื่อเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ซึ่งจะประชุมวันที่ 6 ก.ย.2550 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีนายชัยสวัสดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อยุติร่วมกันคือ 1.ความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อยู่นอกเส้นเสียงที่ NEF เกิน 40 ให้ ทอท.ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษไปวัดความดังของเสียงในพื้นที่จริง 2.จะนำข้อเสนอของชาวบ้านที่ต้องการให้มีการซื้อบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยมีความดังของเสียง NEF ที่ 35-40 ในราคาเท่ากับบ้านที่อยู่ในแนวเส้นเสียง NEF เกิน 40 จากเดิมใช้วิธีปรับปรุงบ้าน 3.สัญญาที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้ ทอท.ไปหารือกับชาวบ้านให้เกิดความพอใจทั้ง 2 ฝ่าย และ 4.เร่งรัดให้มีการชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า จะนำข้อตกลงทั้งหมดไปบอกกับชาวบ้าน ถือว่าการหารือเป็นที่พอใจระดับหนึ่ง และพร้อมที่จะรอฟังผล ซึ่งจะให้เวลา 2 สัปดาห์ หรือ 15 วัน นับจากวันที่ 4 ก.ย.2550 รัฐบาลและ ทอท.ต้องมีความชัดเจน หากไม่มี ก็จะมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งนายสุรธัส สุธรรมมนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจ) ทอท. ในฐานะประธานคณะทำงานเจรจาปรองดองในการจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงมากกว่า 40 NEF หรือ 70 เดซิเบล กล่าวว่า ขณะนี้มีจำนวนบ้านที่ได้รับผลกระทบประมาณ 400 หลังคาเรือนที่พร้อมเสนอขาย ซึ่งบริษัทประเมินราคาได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว 200 หลังคาเรือน ขั้นตอนต่อไปจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณา ส่วนที่เหลือ 200 หลังคาเรือนอยู่ระหว่างดำเนินการพล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ตามหลักแล้วต้องใช้มติ ครม.ครั้งหลังสุด คือ วันที่ 29 พ.ค.2550 ส่วนกรณีที่ชาวบ้านเดือดร้อน คงต้องดูว่าต้องการอย่างไร แต่ส่วนที่ดำเนินการไปแล้วต้องเดินหน้าต่อไป สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ กระทรวงจะรับไว้พิจารณาก่อนเสนอที่ประชุม ครม.รายงานข่าวแจ้งว่า นางกัลยา ผกากรอง ได้ยื่นใบลาออกจากรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ต่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด ทอท. โดยให้เหตุผลว่าต้องการทำงานในช่วงสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหา ทอท.เท่านั้น ขณะที่การสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ใกล้จะเสร็จแล้วแหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นางกัลยายื่นใบลาออกคาดว่าน่าจะมีแรงกดดันจากหลายฝ่ายในการแก้ไขปัญหาทุจริตภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และที่ผ่านมานางกัลยาได้ยันยืนกับ พล.อ.สพรั่งว่าจะขอทำงานในตำแหน่งดังกล่าว 2-3 เดือนเท่านั้น โดยการประชุมบอร์ดวันที่ 30 ส.ค.นางกลัยาได้ยื่นใบลาออกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ พล.อ.สพรั่งขอร้องให้อยู่ในตำแหน่งต่อจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. แต่นางกัลยาไม่ได้รับปาก หากนางกัลยายืนยันที่จะลาออก บอร์ดก็ต้องหาคนอื่นรักษาการแทนไปก่อนผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่โทรศัพท์สอบถามนางกัลยายังไม่สามารถติดต่อได้.
'กัลยา'ไขก๊อกหึ่งพ่ายแรงบีบยันจะเร่งจ่ายเงินโดยเร็ว "กัลยา" ไขก๊อกรักษาการเอ็มดี ทอท. อ้างบอกไว้แล้วจะอยู่แค่ช่วงสั้นๆ ข่าวสะพัดถูกบีบให้ออก หลังแก้ปัญหาสุวรรณภูมิอืดเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 ก.ย.2550 มีการประชุมร่วมกันระหว่างชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเสียงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ขู่จะปล่อยลูกโป่งป่วนสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 7 ก.ย.นี้ กับผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อเจรจาแนวทางการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งจัดทำผลการเจรจาเพื่อเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ซึ่งจะประชุมวันที่ 6 ก.ย.2550 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีนายชัยสวัสดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อยุติร่วมกันคือ 1.ความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อยู่นอกเส้นเสียงที่ NEF เกิน 40 ให้ ทอท.ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษไปวัดความดังของเสียงในพื้นที่จริง 2.จะนำข้อเสนอของชาวบ้านที่ต้องการให้มีการซื้อบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยมีความดังของเสียง NEF ที่ 35-40 ในราคาเท่ากับบ้านที่อยู่ในแนวเส้นเสียง NEF เกิน 40 จากเดิมใช้วิธีปรับปรุงบ้าน 3.สัญญาที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้ ทอท.ไปหารือกับชาวบ้านให้เกิดความพอใจทั้ง 2 ฝ่าย และ 4.เร่งรัดให้มีการชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า จะนำข้อตกลงทั้งหมดไปบอกกับชาวบ้าน ถือว่าการหารือเป็นที่พอใจระดับหนึ่ง และพร้อมที่จะรอฟังผล ซึ่งจะให้เวลา 2 สัปดาห์ หรือ 15 วัน นับจากวันที่ 4 ก.ย.2550 รัฐบาลและ ทอท.ต้องมีความชัดเจน หากไม่มี ก็จะมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งนายสุรธัส สุธรรมมนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจ) ทอท. ในฐานะประธานคณะทำงานเจรจาปรองดองในการจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงมากกว่า 40 NEF หรือ 70 เดซิเบล กล่าวว่า ขณะนี้มีจำนวนบ้านที่ได้รับผลกระทบประมาณ 400 หลังคาเรือนที่พร้อมเสนอขาย ซึ่งบริษัทประเมินราคาได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว 200 หลังคาเรือน ขั้นตอนต่อไปจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณา ส่วนที่เหลือ 200 หลังคาเรือนอยู่ระหว่างดำเนินการพล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ตามหลักแล้วต้องใช้มติ ครม.ครั้งหลังสุด คือ วันที่ 29 พ.ค.2550 ส่วนกรณีที่ชาวบ้านเดือดร้อน คงต้องดูว่าต้องการอย่างไร แต่ส่วนที่ดำเนินการไปแล้วต้องเดินหน้าต่อไป สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ กระทรวงจะรับไว้พิจารณาก่อนเสนอที่ประชุม ครม.รายงานข่าวแจ้งว่า นางกัลยา ผกากรอง ได้ยื่นใบลาออกจากรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ต่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด ทอท. โดยให้เหตุผลว่าต้องการทำงานในช่วงสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหา ทอท.เท่านั้น ขณะที่การสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ใกล้จะเสร็จแล้วแหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นางกัลยายื่นใบลาออกคาดว่าน่าจะมีแรงกดดันจากหลายฝ่ายในการแก้ไขปัญหาทุจริตภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และที่ผ่านมานางกัลยาได้ยันยืนกับ พล.อ.สพรั่งว่าจะขอทำงานในตำแหน่งดังกล่าว 2-3 เดือนเท่านั้น โดยการประชุมบอร์ดวันที่ 30 ส.ค.นางกลัยาได้ยื่นใบลาออกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ พล.อ.สพรั่งขอร้องให้อยู่ในตำแหน่งต่อจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. แต่นางกัลยาไม่ได้รับปาก หากนางกัลยายืนยันที่จะลาออก บอร์ดก็ต้องหาคนอื่นรักษาการแทนไปก่อนผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่โทรศัพท์สอบถามนางกัลยายังไม่สามารถติดต่อได้.
ชาวบ้านกลุ่มเดียวยังคลายทุกข์ไม่ได้
ข่าวเดลินิวส์ (5 กย 50) : ถึงแม้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมลพิษทางเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 32 หมู่บ้าน จะแสดงท่าทีแข็งกร้าว ถึงขั้นขู่ว่า หากผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่มาเจรจา ทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อรับรองว่าจะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนอย่างจริงจัง ก็อาจจะปล่อยลูกโป่ง รบกวนการบิน เป็นการสกัดกั้นเครื่องบินขึ้น ลง ในช่วงเวลาสามทุ่มถึงตีห้า ซึ่งเป็นเพราะอึดอัดกับความไม่จริงจังในการแก้ไขความเดือดร้อน แต่ก็เชื่อว่าในที่สุดชาวบ้านก็คงไม่นำเอามาตรการเด็ดขาด อันเป็นภัยต่ออากาศยานมาใช้ ในฐานะที่ต่างก็เป็นคนไทย ซึ่งต้องรับผิดหากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในอาณาเขตประเทศของเรา แต่การที่ต้องประกาศมาตรการในเชิงดุดันดังว่านั้น ชาวบ้านมีเหตุผลว่า เหลืออด จากความเดือดร้อน ทั้งได้แจ้งถึงจุดยืนให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หลายครั้งแล้วว่า ขอให้ใช้มติคณะ ครม. ปลายปี 2549 ซึ่งเป็นมติที่ดูแลครอบคลุมชาวบ้านที่อยู่ในแนวเส้นเสียงทั้งหมดอย่างยุติธรรม ส่วนมติของที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) ที่ออกมาภายหลังนั้น ได้ตัดชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบบางส่วนออก ซึ่งเป็นการไม่ยุติธรรม นอกจากนี้ชาวบ้าน 71 ราย ที่ได้ทำสัญญารับค่าชดเชยกับ ทอท.ไปแล้ว ก็ได้ทราบว่าเป็นสัญญาที่เอาเปรียบ และไม่เคยเปิดเผยสัญญาต่อสาธารณะ หรือให้โอกาสชาวบ้านโต้แย้งก่อนลงนามด้วย ต้องยอมรับกันว่า ปัญหาของราษฎรที่ได้รับผลกระทบมลพิษทางเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น ก่อความเดือดร้อน ทั้งสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตถูกรบกวนอย่างร้ายแรง การที่ท่าอากาศยาน อันเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่แม้ด้านหนึ่งจะมีประโยชน์ เป็นประตูสู่เอเชีย แต่ก็ต้องยอมรับว่ากิจการที่สร้างขึ้นก็มุ่งประโยชน์เข้าสู่องค์กร เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้รัฐบาลและ ทอท. จึงไม่ควรดูดาย ปล่อยให้เนิ่นช้า ถ่วงเวลาไปวัน ๆ ควรกำหนดระยะการจัดการให้ลุล่วงอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อแสดงความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเป็นกิจการของรัฐ ที่ควรทำตัวอย่างที่ดีให้เห็น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการแสดงความไม่พอใจของชาวบ้าน ถึงขั้นขู่จะใช้มาตรการรุนแรงนั้น กลับมีเพียงเสียงเรียกร้องจาก ทอท. ขออย่าปล่อยลูกโป่งรบกวนการบิน หรือชุมนุมประท้วง เพราะไม่ได้ประโยชน์ ทั้งอ้างว่าการดำเนินการทุกอย่างอยู่ในขั้นตอน และยอมรับว่าล่าช้าไปบ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทอท. มิได้กระตือรือร้นกับการจัดการเยียวยาความเสียหายให้กับชาวบ้านอย่างจริงจัง ทั้งนี้ สนามบินเปิดใช้มาเกือบครบ 1 ปีในขณะที่การร้องเรียนมีมาก่อนหน้านั้น แต่ยังจัดการไม่เรียบร้อย โดยที่ไม่ใช่ความผิดของชาวบ้าน การไม่มีท่าทีและกำหนดเวลาที่แน่นอนของการช่วยเหลือเช่นนี้ คงไม่เป็นการดีกับ ทุกฝ่าย จึงควรระวังจะเป็นการกดดันจนชาวบ้านทนไม่ได้และไม่มีทางออกที่ดี.
คมนาคมเจรจาชาวบ้านยุติปัญหาเสียงสุวรรณภูมิ
กระทรวงคมนาคม เปิดเวทีเจรจากับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางเสียงจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ เบื้องต้นเตรียมคลอด 4 แนวทางเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะที่ชาวบ้านยืนยันให้ ทอท.ยึดมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 พย.2549 ในการจ่ายเงินชดเชยซื้อคืนที่อยู่อาศัย หรือซ่อมแซมบ้าน และให้กำหนดแนวเส้นเสียงใหม่ โดยการเจรจามีชาวบ้านจาก 32 หมู่บ้าน ราว 40 คน นำโดยนายวันชัย ธรรมสมบัติ เป็นแกนนำ ขณะที่ฝ่าย ก.คมนาคม มีนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานเจรจา โดยการหารือค่อนข้างดุเดือด เนื่องจากชาวบ้านยังคงยืนยันในจุดเดิมยืน คือต้องการให้ ทอท.ยึดมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พย.49 ในการจ่ายเงินชดเชยซื้อคืนที่อยู่อาศัย หรือซ่อมแซมบ้าน เนื่องจากมติ ครม.ที่ออกมาใหม่ในวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทอท.เป็นผู้กำหนดเส้นเสียงเอง ไม่ใช่การตรวจสอบจากกรมควบคุมมลพิษ ที่ได้มาตรวจวัดตามหลักวิชาการ จนเป็นที่มาของมติ ครม.ครั้งแรก โดยการกำหนดแนวเส้นเสียงใหม่นี้ พบว่า มีชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกว่าร้อยละ 40 ถูกปฏิเสธจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากได้รับมลภาวะทางเสียงไม่ถึง 40 NEF หรือ ไม่เกิน 70 เดซิเบล รวมทั้งยังมีประเด็นที่ ทอท.จ้างบริษัทประเมินราคาอสังหา-ริมทรัพย์เข้ามาตรวจสอบราคาที่อยู่อาศัยอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีการตกลงราคาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนายวันชัย บอกว่า หากการเจรจาวันนี้ ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ชาวบ้านยังคงยืนยันที่จะเคลื่อนไหว ปล่อยลูกโป่งในคืนวันที่ 7 กย.นี้ต่อไป ขณะที่ปลัดกระทรวงคมนาคม ประธานคณะเจรจาเผยแนวทางการให้ความช่วยเหลือว่า ขณะนี้มองไว้ 4 แนวทางคือ
1.สำหรับผู้ได้รับผลกระทบนอกแนวเส้นเสียงเดิม ที่เคยวัดได้ ให้กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ดูสถานที่จริงว่ามีใครได้รับผลกระทบตามจริงเพิ่มเติมบ้าง
2.ให้บอร์ด ทอท.เปลี่ยนมติการตัดสินการซื้อบ้าน หรือปรับปรุงบ้านที่แต่เดิม ทอท.เป็นผู้มีอำนาจตัดสินให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้อยู่อาศัยแทน
3.การให้ ทอท.แก้ไขกรอบสัญญาใหม่ ให้เป็นธรรมมากขึ้น และ
4 ให้เร่งรัดกรอบเวลาการทำงานให้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีปลัดกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า เงื่อนไขที่ชาวบ้านเรียกร้องก่อนที่จะมีมาตรการเด็ดขาดในการกำหนดวันให้ชัดเจนว่า รัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือตามวันที่ต้องการนั้น ยืนยันว่า คงไม่สามารถทำให้ได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามประเด็นทั้งหมดนี้ ทอท.จะนำเข้าที่ประชุมบอร์ด เพื่อหารือกันอีกครั้งในวันที่ 6 กย.นี้
(04/08/50)BEC NEWS
1.สำหรับผู้ได้รับผลกระทบนอกแนวเส้นเสียงเดิม ที่เคยวัดได้ ให้กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ดูสถานที่จริงว่ามีใครได้รับผลกระทบตามจริงเพิ่มเติมบ้าง
2.ให้บอร์ด ทอท.เปลี่ยนมติการตัดสินการซื้อบ้าน หรือปรับปรุงบ้านที่แต่เดิม ทอท.เป็นผู้มีอำนาจตัดสินให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้อยู่อาศัยแทน
3.การให้ ทอท.แก้ไขกรอบสัญญาใหม่ ให้เป็นธรรมมากขึ้น และ
4 ให้เร่งรัดกรอบเวลาการทำงานให้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีปลัดกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า เงื่อนไขที่ชาวบ้านเรียกร้องก่อนที่จะมีมาตรการเด็ดขาดในการกำหนดวันให้ชัดเจนว่า รัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือตามวันที่ต้องการนั้น ยืนยันว่า คงไม่สามารถทำให้ได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามประเด็นทั้งหมดนี้ ทอท.จะนำเข้าที่ประชุมบอร์ด เพื่อหารือกันอีกครั้งในวันที่ 6 กย.นี้
(04/08/50)BEC NEWS
เสนอ 5 มาตรการยุติปัญหาเสียงชาวบ้านสุวรรณภูมิ
การหารือระหว่างกระทรวงคมนาคมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากทางเสียงจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิได้ข้อสรุป 5 แนวทางในการยุติปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะที่แกนนำชาวบ้านที่เป็นตัวเเทนเข้าเจรจายังแทงกั๊ก ว่าจะยุติการปล่อยลูกโปร่งในวันที่ 7 ตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ บอกตนเป็นแค่คนนำสารมาเจรจากับรัฐบาล ส่วนชาวบ้านจะพอใจหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวชาวบ้านที่จะตัดสินใจกันเองโดยการเจรจามีตัวแทนชาวบ้านจาก 32 ชุมชนรอบสนามบินสุวรรณภูมิที่ได้รับผลกระทบทางเสียงราว 40 คน เป็นตัวเเทน โดยมีนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ เป็นแกนนำ ส่วนฝ่ายกระทรวงคมนาคมมีนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยให้ผูได้รับผลกระทบทางเสียงจากากรเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ นั่งหัวโต๊ะเจรจา และมี ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมเจรจาด้วย โดยการเจรจาซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น ใน 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ผู้ที่ได้รับผลกระทบแต่อยู่นอกเส้นเสียงทาง ทอท.และกรมควบคุมมลพิษ จะลงพื้นที่สำรวจว่ายังมีใครได้รับผลกระทบตามจริงเพิ่มเติมหรือไม่ 2.ให้บอร์ด ทอท.เปลี่ยนมติการตัดสินการซื้อบ้าน หรือปรับปรุงบ้านที่แต่เดิม ทอท.เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้อยู่อาศัยเเทน 3.ทอท.ยอมแก้ไขกรอบสัญญาใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น และ 4.เร่งรัดกรอบระยะเวลาการทำงานให้เร็วขึ้น ส่วนประชาชนบางส่วน ที่อยู่นอกเขตที่จะได้รับความช่วยเหลือตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 พค.50 ทาง ทอท.และกรมควบคุมมลพิษจะเข้าไปสำรวจ หากเดือดร้อนจริง ก็จะให้ได้รับการช่วยเหลือด้วย แต่ประชาชนยังต้องการให้ยึดเกณฑ์การชดเชยตามมติ ครม.เดิมเมื่อวันที่ 21 พย.49 ซึ่งปลัดกระทรวงคมนาคมบอกว่าประเด็นนี้จะรีบส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็ว แต่คงไม่สามารถระบุวันที่แน่นอนไม่ได้ เช่นเดียวกับนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบอกจะนำข้อสรุปที่เป็นอำนาจการตัดสินใจของบอร์ด ทอท.เข้าหารือในบอร์ด ทอท.ที่จะประชุมในวันที่ 6 นี้ทันทีเช่นกัน ขณะที่ตัวนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ แกนนำชาวบ้านบอกว่าพอใจผลการเจรจาในระดับหนึ่ง และจะพยายามพูดคุยกับชาวบ้านให้ยุติการปล่อยลูกโปร่งในวันที่ 7 นี้ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ผลหรือไม่ โดยนายวันชาติอ้างว่าตนเป็นแค่คนนำสารมาเจรจากับรัฐบาลเท่านั้น ส่วนชาวบ้านจะรับหรือไม่รับขึ้นอยู่กับตัวชาวบ้านเอง อย่างไรก็ดีปลัดกระทรวงคมนาคมบอกว่าการช่วยเหลือเยียวยาจะยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรมทั้งชาวบ้าน และ ทอท. โดยย้ำรัฐบาลพร้อมช่วยเหลือ และเจรจาเพื่อเเก้ไขปัญหา เกณฑ์ใดที่ผ่อนปรนได้ก็จะผ่อนปรนให้ ถ้าไม่ได้ก็จะบอกว่าเหตุใดถึงไม่ได้ เพราะแต่ละปัญหามีอุปสรรคและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน พร้อมฝากถึงประชาชนทีได้รับผลกระทบอย่าทำอะไรที่ก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม เพราะอาจทำให้การเจรจาต้องใช้เวลายึดยาวออกไปอีก เพราะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ ขณะที่ปัญหาเก่ายังไม่จบ ทั้งนี้ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 พค.50 ทอท.เป็นผู้กำหนดเเนวเส้นเสียงเอง ไม่ใช่การตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษที่ได้มาตรวจตามหลักวิชาการจนเป็นมติ ครม.ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พย.49 โดยการกำหนดเเนวเส้นเสียงใหม่ พบมีชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกว่าร้อยละ 40 ถูกปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากได้รับมลภาวะทางเสียงไม่ถึง 40 NEF (70 เดซิเบล) ซึ่งตามมติ ครม 21 พย.49 มีชาวบ้านทีได้รับมลภาวะเกิน 40 NEF ถึง 1 พัน 800 หลังคาเรือน และระหว่าง 30 - 40 NEF อีก 25,000 หลังคาเรือน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 พค.50 ซึ่งมีการกำหนดแนวเส้นเสียงใหม่ จำนวนที่ได้รับกระทบทางเสียงมากกว่า 40 NEF ลดลงเหลือแค่ 773 หลัง และระหว่าง 30 - 40 NEF เพียง 18,253 หลัง เนื่องจากมีการกำหนดว่าผู้ที่จะได้รับการชดชเยต้องปลูกบ้านก่อนปี 2544
(04/08/50) BEC NEWS
(04/08/50) BEC NEWS
ชาวบ้านรอดูการแก้ปัญหาเสียงสุวรรณภูมิ ยืดเวลาปล่อยลูกโป่งไปอีก 15 วัน
ก.คมนาคม 4 ก.ย. - ที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคม บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเรื่องเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ข้อสรุปเบื้องต้น โดยภาครัฐรับ 5 เงื่อนไขไปพิจารณา ขยายกรอบความช่วยเหลือ ขณะที่แกนนำชาวบ้านระบุวันที่ 7 กันยายนนี้ไม่มีลูกโป่งก่อกวนการบิน โดยจะขอดูความจริงใจในการแก้ปัญหาอีก 15 วัน
นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหาร บมจ.ทอท. และแกนนำชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเรื่องเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อหาทางออกของปัญหาการจ่ายค่าชดเชย หลังกลุ่มชาวบ้านประกาศจะปล่อยลูกโป่งเพื่อก่อกวนการบินในวันที่ 7 กันยายนนี้ ว่า การหารือได้ข้อสรุปสำคัญ 5 ประเด็น ประกอบด้วย แนวเส้นเสียงที่ชาวบ้านระบุว่า แม้จะอนุญาตนอกแนวเส้นเสียง แต่ได้รับผลกระทบ ในส่วนนี้ได้ประสานกับ ทอท.กับกรมควบคุมมลพิษ หากชาวบ้านรายใดมีความสงสัย กรมควบคุมมลพิษจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจวัดเสียงใหม่ สำหรับประเด็นที่กำหนดว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบค่า NEF ที่ระดับไม่เกิน 40 เดซิเบล หรือเกิน 40 เดซิเบล หรือประมาณ 70 เดซิเบล ทอท.จะเข้าไปซื้อหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัย ซึ่งชาวบ้านต้องการให้มีการรับซื้อทั้งหมด ทอท.จะรับประเด็นดังกล่าวไว้พิจารณา ขณะที่ข้อร้องเรียนของชาวบ้านที่ระบุว่าสัญญากับชาวบ้าน 71 รายที่ทำไป ชาวบ้านไม่ได้ตรวจสัญญาล่วงหน้า ทอท.จะรับไปดำเนินการให้การทำสัญญาซื้อขายที่อยู่อาศัยเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย ส่วนปัญหาการจ่ายชดเชยล่าช้านั้น ภาครัฐรับจะไปดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น
ด้านข้อเรียกร้องใหม่ ที่ชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐกลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ที่มีแนวขึ้นลงของอากาศยานทั้ง 2 รันเวย์ทั้งหมด และให้ชดเชยผู้อยู่อาศัยก่อนปี 2549 รวมทั้งเลิกใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ที่ให้มีการคำนวณการขึ้นลงของอากาศยานตามจริง และจำกัดจะจ่ายชดเชยให้เฉพาะผู้อยู่อาศัยก่อนปี 2544 เท่านั้น ในเรื่องนี้จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาว่าจะเสนอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีอีกครั้งได้หรือไม่ และทบทวนมติคณะกรรมการ ทอท.ที่เคยมีมติดำเนินการตามกรอบมติคณะรัฐมนตรีใหม่ด้วย
“ส่วนกรณีที่ชาวบ้านขู่จะมีการปล่อยลูกโป่ง หากการเจรจาไม่ได้ข้อยุติที่พอใจนั้น เมื่อภาครัฐมีมติจะดำเนินการผ่อนปรนให้เช่นนี้ ก็หวังว่า ชาวบ้านจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัยทางการบิน” นายชัยสวัสดิ์กล่าว
ด้านนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ แกนนำกลุ่มชาวบ้าน กล่าวว่า เมื่อภาครัฐรับปากจะแก้ปัญหาให้รวดเร็วขึ้น ตนจะประสานงานขอความร่วมมือกับชาวบ้าน ไม่มีการปล่อยลูกโป่งในวันที่ 7 กันยายนนี้ และจะรอดูความจริงใจในการแก้ปัญหาของภาครัฐต่อไปอีก 15 วัน ก่อนจะมีความเคลื่อนไหวต่อไป
ขณะที่ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องของชาวบ้านให้มีการกลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 นั้น ตามหลักกฎหมายในการแก้ปัญหา ต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีหลังสุด แต่หากจะมีการเสนอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีใหม่ ต้องดูเหตุดูผลว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ด้วย
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ในส่วนข้อเรียกร้องขอให้มีการแก้ไขมติของคณะกรรมการ ทอท. ที่อ้างอิงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ฝ่ายบริหาร ทอท.จะรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ทราบในการประชุมครั้งต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นข้อถกเถียงของความแตกต่างระหว่างมติคณะรัฐมนตรีทั้งสองครั้ง ที่มีการกำหนดแนวเส้นเสียงต่างกัน หากพิจารณามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 พบว่ามีประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเสียงมีค่า NEF มากกว่า 40 เดซิเบล (70 เดซิเบล) 1,863 ราย และ NEF ระหว่าง 30-40 เดซิเบลอีก 25,932 ราย ขณะที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 จำกัดจะจ่ายชดเชยให้เฉพาะผู้อยู่อาศัยก่อนปี 2544 พบว่าจะมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเสียงมากกว่า NEF 40 เดซิเบล ลดลงเหลือ 773 ราย และ NEF 30-40 เดซิเบล ลดลงเหลือ 18,293 ราย ส่วนความคืบหน้าในการจ่ายเงินชดเชยเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยปัจจุบันดำเนินการอยู่ 245 หลังคาเรือน อยู่ระหว่างการเจรจาทำสัญญา 199 ราย เป็นวงเงิน 199 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีการทำสัญญาจ่ายเงินแล้ว 9 ล้านบาท.-สำนักข่าวไทย[ 2007-09-04 : 18:20:18 ]
นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหาร บมจ.ทอท. และแกนนำชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเรื่องเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อหาทางออกของปัญหาการจ่ายค่าชดเชย หลังกลุ่มชาวบ้านประกาศจะปล่อยลูกโป่งเพื่อก่อกวนการบินในวันที่ 7 กันยายนนี้ ว่า การหารือได้ข้อสรุปสำคัญ 5 ประเด็น ประกอบด้วย แนวเส้นเสียงที่ชาวบ้านระบุว่า แม้จะอนุญาตนอกแนวเส้นเสียง แต่ได้รับผลกระทบ ในส่วนนี้ได้ประสานกับ ทอท.กับกรมควบคุมมลพิษ หากชาวบ้านรายใดมีความสงสัย กรมควบคุมมลพิษจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจวัดเสียงใหม่ สำหรับประเด็นที่กำหนดว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบค่า NEF ที่ระดับไม่เกิน 40 เดซิเบล หรือเกิน 40 เดซิเบล หรือประมาณ 70 เดซิเบล ทอท.จะเข้าไปซื้อหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัย ซึ่งชาวบ้านต้องการให้มีการรับซื้อทั้งหมด ทอท.จะรับประเด็นดังกล่าวไว้พิจารณา ขณะที่ข้อร้องเรียนของชาวบ้านที่ระบุว่าสัญญากับชาวบ้าน 71 รายที่ทำไป ชาวบ้านไม่ได้ตรวจสัญญาล่วงหน้า ทอท.จะรับไปดำเนินการให้การทำสัญญาซื้อขายที่อยู่อาศัยเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย ส่วนปัญหาการจ่ายชดเชยล่าช้านั้น ภาครัฐรับจะไปดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น
ด้านข้อเรียกร้องใหม่ ที่ชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐกลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ที่มีแนวขึ้นลงของอากาศยานทั้ง 2 รันเวย์ทั้งหมด และให้ชดเชยผู้อยู่อาศัยก่อนปี 2549 รวมทั้งเลิกใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ที่ให้มีการคำนวณการขึ้นลงของอากาศยานตามจริง และจำกัดจะจ่ายชดเชยให้เฉพาะผู้อยู่อาศัยก่อนปี 2544 เท่านั้น ในเรื่องนี้จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาว่าจะเสนอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีอีกครั้งได้หรือไม่ และทบทวนมติคณะกรรมการ ทอท.ที่เคยมีมติดำเนินการตามกรอบมติคณะรัฐมนตรีใหม่ด้วย
“ส่วนกรณีที่ชาวบ้านขู่จะมีการปล่อยลูกโป่ง หากการเจรจาไม่ได้ข้อยุติที่พอใจนั้น เมื่อภาครัฐมีมติจะดำเนินการผ่อนปรนให้เช่นนี้ ก็หวังว่า ชาวบ้านจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัยทางการบิน” นายชัยสวัสดิ์กล่าว
ด้านนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ แกนนำกลุ่มชาวบ้าน กล่าวว่า เมื่อภาครัฐรับปากจะแก้ปัญหาให้รวดเร็วขึ้น ตนจะประสานงานขอความร่วมมือกับชาวบ้าน ไม่มีการปล่อยลูกโป่งในวันที่ 7 กันยายนนี้ และจะรอดูความจริงใจในการแก้ปัญหาของภาครัฐต่อไปอีก 15 วัน ก่อนจะมีความเคลื่อนไหวต่อไป
ขณะที่ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องของชาวบ้านให้มีการกลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 นั้น ตามหลักกฎหมายในการแก้ปัญหา ต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีหลังสุด แต่หากจะมีการเสนอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีใหม่ ต้องดูเหตุดูผลว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ด้วย
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ในส่วนข้อเรียกร้องขอให้มีการแก้ไขมติของคณะกรรมการ ทอท. ที่อ้างอิงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ฝ่ายบริหาร ทอท.จะรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ทราบในการประชุมครั้งต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นข้อถกเถียงของความแตกต่างระหว่างมติคณะรัฐมนตรีทั้งสองครั้ง ที่มีการกำหนดแนวเส้นเสียงต่างกัน หากพิจารณามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 พบว่ามีประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเสียงมีค่า NEF มากกว่า 40 เดซิเบล (70 เดซิเบล) 1,863 ราย และ NEF ระหว่าง 30-40 เดซิเบลอีก 25,932 ราย ขณะที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 จำกัดจะจ่ายชดเชยให้เฉพาะผู้อยู่อาศัยก่อนปี 2544 พบว่าจะมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเสียงมากกว่า NEF 40 เดซิเบล ลดลงเหลือ 773 ราย และ NEF 30-40 เดซิเบล ลดลงเหลือ 18,293 ราย ส่วนความคืบหน้าในการจ่ายเงินชดเชยเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยปัจจุบันดำเนินการอยู่ 245 หลังคาเรือน อยู่ระหว่างการเจรจาทำสัญญา 199 ราย เป็นวงเงิน 199 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีการทำสัญญาจ่ายเงินแล้ว 9 ล้านบาท.-สำนักข่าวไทย[ 2007-09-04 : 18:20:18 ]
Tuesday, September 4, 2007
คมนาคมเปิดเวทีเจรจาชาวบ้านแก้ปัญหาเสียงสุวรรณภูมิ
โดย เดลินิวส์
วัน อังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2550 11:50 น.
วันนี้ (4 ก.ย.) ที่กระทรวงคมนาคม นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม จะเชิญตัวแทนชาวบ้านทั้งด้านเหนือและด้านใต้ที่ได้รับผลกระทบจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปเจรจาถึงข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นหนังสือมาเมื่อวานนี้ โดยเชื่อว่า หลังจากที่มีการประชุมกันแล้ว ข้อเรียกร้องหลายข้อน่าจะสามารถพูดคุยและนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ ส่วนจะเปิดเวทีสาธารณะหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลของการประชุม
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงคมนาคมยืนยันว่า ทอท.ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด แต่ต้องยอมรับว่า ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เช่น การเจรจาซื้อบ้านที่ประสบปัญหาต้องให้ชาวบ้านพอใจ ซึ่ง ทอท. ในฐานะหน่วยงานรัฐก็มีกฎระเบียบที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
ด้านนายวันชัย มานะธรรมสมบัติ ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์ ทีวี ว่า ชาวบ้านไม่ได้ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้น แต่เพราะความเดือดร้อน ที่ต้องการเจรจาหาข้อยุติด้วยสันติวิธี ซึ่งไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย ทั้งนี้ประเด็นที่พูดคุยกันมีหลายเรื่อง แต่ที่สำคัญคือ การตีกรอบการชดเชยและแนวเส้นเสียงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผ่านไปแล้ว 1 ปี ก็ยังแก้ไขปัญหาไม่แล้วเสร็จ สำหรับเรื่องที่ชาวบ้านระบุว่าจะปล่อยลูกโป่งนั้น แค่อยากให้มีกาหยุดบิน เพราะต้องการพักผ่อน
ผมได้บอกแล้วว่าการทำเรื่องดังกล่าวมันอันตราย เพราะบ้านผมก็อยู่บริเวณแนวเสียงเช่นกัน ถ้าปล่อยลูกโป่งแล้วอาจมีเครื่องบินร่วงโดนบ้านผมก็ได้ แต่ถ้ามีการเจรจาเปิดเวทีสาธารณะขึ้นได้ก็เป็นเรื่องที่ดี คุยกันอย่างสันติ เราอยากรักษาภาพพจน์ของประเทศ และอยากให้ทาง ทอท. พบกับชาวบ้านประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ไม่อย่างนั้นชาวบ้านก็คิดว่าจะทิ้ง นายวันชัยกล่าว.
วัน อังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2550 11:50 น.
วันนี้ (4 ก.ย.) ที่กระทรวงคมนาคม นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม จะเชิญตัวแทนชาวบ้านทั้งด้านเหนือและด้านใต้ที่ได้รับผลกระทบจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปเจรจาถึงข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นหนังสือมาเมื่อวานนี้ โดยเชื่อว่า หลังจากที่มีการประชุมกันแล้ว ข้อเรียกร้องหลายข้อน่าจะสามารถพูดคุยและนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ ส่วนจะเปิดเวทีสาธารณะหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลของการประชุม
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงคมนาคมยืนยันว่า ทอท.ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด แต่ต้องยอมรับว่า ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เช่น การเจรจาซื้อบ้านที่ประสบปัญหาต้องให้ชาวบ้านพอใจ ซึ่ง ทอท. ในฐานะหน่วยงานรัฐก็มีกฎระเบียบที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
ด้านนายวันชัย มานะธรรมสมบัติ ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์ ทีวี ว่า ชาวบ้านไม่ได้ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้น แต่เพราะความเดือดร้อน ที่ต้องการเจรจาหาข้อยุติด้วยสันติวิธี ซึ่งไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย ทั้งนี้ประเด็นที่พูดคุยกันมีหลายเรื่อง แต่ที่สำคัญคือ การตีกรอบการชดเชยและแนวเส้นเสียงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผ่านไปแล้ว 1 ปี ก็ยังแก้ไขปัญหาไม่แล้วเสร็จ สำหรับเรื่องที่ชาวบ้านระบุว่าจะปล่อยลูกโป่งนั้น แค่อยากให้มีกาหยุดบิน เพราะต้องการพักผ่อน
ผมได้บอกแล้วว่าการทำเรื่องดังกล่าวมันอันตราย เพราะบ้านผมก็อยู่บริเวณแนวเสียงเช่นกัน ถ้าปล่อยลูกโป่งแล้วอาจมีเครื่องบินร่วงโดนบ้านผมก็ได้ แต่ถ้ามีการเจรจาเปิดเวทีสาธารณะขึ้นได้ก็เป็นเรื่องที่ดี คุยกันอย่างสันติ เราอยากรักษาภาพพจน์ของประเทศ และอยากให้ทาง ทอท. พบกับชาวบ้านประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ไม่อย่างนั้นชาวบ้านก็คิดว่าจะทิ้ง นายวันชัยกล่าว.
การหารือร่วมชดเชยปัญหาเสียงสุวรรณภูมิ ยังไม่ลงตัว
วันที่ 04 กันยายน 2550 - เวลา 16:41:19 น. จากมติชนออนไลน์
ผลการประชุมหารือร่วมระหว่างชาวบ้านกับก.คมนาคม ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน รบ.เพียงแต่นำ 4 ข้อเสนอของชาวบ้านกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ด้านแกนนำชาวบ้านขีดเส้นตายรอฟังผลสรุป 6 ก.ย.นี้ หากไม่เป็นที่พอใจไม่รับประกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ที่กระทรวงคมนาคม ได้มีการประชุมระหว่างนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะทำงานเจรจาปรองดองในการจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงมากกว่า 70 เดซิเบล (มากกว่า 40NEF) นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กับกลุ่มตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเสียงการขึ้นลงของอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นำโดยนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ แกนนำผู้ได้รับผลกระทบฯ
ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นายชัยสวัสดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับข้อเสนอจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาพิจารณา 4 ข้อคือ 1.เกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ประชาชนดีรับจากเสียงในกรณีที่บ้านเรือนอยู่นอกเขตเส้นก็จะประสานกับกรมควบคุมมลพิษเพื่อเข้าไปตรวจวัดเส้นเสียงตามความเป็นจริง 2.เรื่องการซื้อขายบ้านในข้อตกลงในส่วนของบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบในช่วง 30-40 NEF โดยประชาชนเสนอให้มีการซื้อคืนในเกณฑ์เดียวกันกับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในเขตเส้นเสียงที่เกิน 40NEF โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท. เพื่อรับทราบ
ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า 3.ในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าสัญญาการให้ความช่วยเหลือกับทอท.ยังไม่เป็นธรรมก็มอบหมายให่ฝ่ายกฎหมายของทอท.กับฝ่ายประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างสัญญาเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมกันทั้งสองฝ่าย เนื่องจากสัญญาที่ทำขึ้นเป็นสัญญาที่ทอท.ทำให้กับเจ้าของทรัพย์สินแต่ละราย ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป และ 4.ประชาชนต้องการให้เร่งรัดกรอบเวลาในการให้ความช่วยเหลือ
นายชัยสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ประชาชนได้ขอให้ยึดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 พ.ย.49 ที่กำหนดให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยการซื้อคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดทั้งที่อยู่ในเขตเส้นเสียงที่เกิน 40 NEF และที่อยู่ระหว่าง 30-40 NEF เนื่องจากปัจจุบัน ทอท.ได้ยึดหลักมติครม.เมื่อวันที่ 29 พ.ค.50 ซึ่งเป็นมติครม.ครั้งล่าสุดนั้นได้มีการวัดเส้นเสียงใหม่ ทำให้มีจำนวนครัวเรือนอยู่ในข่ายที่ได้รับเงินชดเชยน้อยลง และได้กำหนดให้ทอท.จ่ายชดเชยซื้อคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบเกิน 40 NEF เท่านั้น ส่วนที่อยู่ระหว่าง 30-40 NEFนั้นจะไม่ได้รับการชดเชยในรูปของการซื้อคืนแต่จะให้การช่วยเหลือเพียงการซ่อมปรับปรุงเท่านั้น ซึ่งประชาชนเห็นว่าครอบคลุมและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งทางกรมควบคุมมลพิษและทอท.จะเข้าไปวัดเขตเส้นเสียง เพื่อนำมาพิจารณาการจ่ายเงินชดเชยให้ต่อไป
ด้านนายวันชาติ กล่าวว่า จะรอฟังคำตอบที่ชัดเจนอีกครั้งจากการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.ที่จะมีการกระประชุมในวันที่ 6 กันยายนนี้ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ มีความพอใจในระดับหนึ่ง ซึ่งตนจะนำผลการหารือในครั้งนี้ไปแจ้งให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับทราบ แต่หากผลการประชุมของทอท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ หรือไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่การควบคุมของตน
'หากข้อเสนอที่มาเสนอในครั้งนี้ ไม่ได้รับคำตอบตามที่ต้องการ อันนี้อยู่เหนือความควบคุมของผม ต้องเคารพสิทธิของชาวบ้านว่าจะมีการตัดสินใจอย่างไร' แกนนำชาวบ้านสุวรรณภูมิกล่าว
ผลการประชุมหารือร่วมระหว่างชาวบ้านกับก.คมนาคม ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน รบ.เพียงแต่นำ 4 ข้อเสนอของชาวบ้านกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ด้านแกนนำชาวบ้านขีดเส้นตายรอฟังผลสรุป 6 ก.ย.นี้ หากไม่เป็นที่พอใจไม่รับประกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ที่กระทรวงคมนาคม ได้มีการประชุมระหว่างนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะทำงานเจรจาปรองดองในการจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านเสียงมากกว่า 70 เดซิเบล (มากกว่า 40NEF) นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กับกลุ่มตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเสียงการขึ้นลงของอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นำโดยนายวันชาติ มานะธรรมสมบัติ แกนนำผู้ได้รับผลกระทบฯ
ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นายชัยสวัสดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับข้อเสนอจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาพิจารณา 4 ข้อคือ 1.เกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ประชาชนดีรับจากเสียงในกรณีที่บ้านเรือนอยู่นอกเขตเส้นก็จะประสานกับกรมควบคุมมลพิษเพื่อเข้าไปตรวจวัดเส้นเสียงตามความเป็นจริง 2.เรื่องการซื้อขายบ้านในข้อตกลงในส่วนของบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบในช่วง 30-40 NEF โดยประชาชนเสนอให้มีการซื้อคืนในเกณฑ์เดียวกันกับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในเขตเส้นเสียงที่เกิน 40NEF โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท. เพื่อรับทราบ
ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า 3.ในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าสัญญาการให้ความช่วยเหลือกับทอท.ยังไม่เป็นธรรมก็มอบหมายให่ฝ่ายกฎหมายของทอท.กับฝ่ายประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างสัญญาเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมกันทั้งสองฝ่าย เนื่องจากสัญญาที่ทำขึ้นเป็นสัญญาที่ทอท.ทำให้กับเจ้าของทรัพย์สินแต่ละราย ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป และ 4.ประชาชนต้องการให้เร่งรัดกรอบเวลาในการให้ความช่วยเหลือ
นายชัยสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ประชาชนได้ขอให้ยึดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 พ.ย.49 ที่กำหนดให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยการซื้อคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดทั้งที่อยู่ในเขตเส้นเสียงที่เกิน 40 NEF และที่อยู่ระหว่าง 30-40 NEF เนื่องจากปัจจุบัน ทอท.ได้ยึดหลักมติครม.เมื่อวันที่ 29 พ.ค.50 ซึ่งเป็นมติครม.ครั้งล่าสุดนั้นได้มีการวัดเส้นเสียงใหม่ ทำให้มีจำนวนครัวเรือนอยู่ในข่ายที่ได้รับเงินชดเชยน้อยลง และได้กำหนดให้ทอท.จ่ายชดเชยซื้อคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบเกิน 40 NEF เท่านั้น ส่วนที่อยู่ระหว่าง 30-40 NEFนั้นจะไม่ได้รับการชดเชยในรูปของการซื้อคืนแต่จะให้การช่วยเหลือเพียงการซ่อมปรับปรุงเท่านั้น ซึ่งประชาชนเห็นว่าครอบคลุมและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งทางกรมควบคุมมลพิษและทอท.จะเข้าไปวัดเขตเส้นเสียง เพื่อนำมาพิจารณาการจ่ายเงินชดเชยให้ต่อไป
ด้านนายวันชาติ กล่าวว่า จะรอฟังคำตอบที่ชัดเจนอีกครั้งจากการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.ที่จะมีการกระประชุมในวันที่ 6 กันยายนนี้ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ มีความพอใจในระดับหนึ่ง ซึ่งตนจะนำผลการหารือในครั้งนี้ไปแจ้งให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับทราบ แต่หากผลการประชุมของทอท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ หรือไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่การควบคุมของตน
'หากข้อเสนอที่มาเสนอในครั้งนี้ ไม่ได้รับคำตอบตามที่ต้องการ อันนี้อยู่เหนือความควบคุมของผม ต้องเคารพสิทธิของชาวบ้านว่าจะมีการตัดสินใจอย่างไร' แกนนำชาวบ้านสุวรรณภูมิกล่าว
การหารือผลกระทบทางเสียงสุวรรณภูมิไม่คืบ
จากสำนักข่าวเนชั่น Breaking News
13:58 น.
นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานที่ประชุมร่วมระหว่างผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับตัวแทนชาวบ้านจาก 32 หมู่บ้าน ที่ได้รับผลกระทบมลภาวะทางเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยการประชุมผ่านไปแล้วร่วม 2 ชั่วโมง ก็ยังไม่ได้ข้อยุติและถกเถียงกันในประเด็นสำคัญ เนื่องจากชาวบ้านได้ยืนยันจุดยืนที่จะขอให้กระทรวงคมนาคมและ ทอท. ใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549
มาเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าชดเชย และไม่ยอมรับมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะเห็นว่ามติ ครม.เดิมมีความยุติธรรม ทั้งการกำหนดแนวเส้นเสียงและไม่มีการแบ่งแยกกลุ่มชาวบ้านที่เข้าไปอาศัยในพื้นที่รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหลังปี 2544 ตามที่มติ ครม.เมื่อเดือนพฤษภาคม ระบุไว้ว่า ผู้เข้าไปอาศัยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในปีดังกล่าวอาจไม่ได้รับเงินชดเชย เนื่องจากในปีดังกล่าวมีการตอกเสาเข็มอาคารผู้โดยสารและประกาศให้ทราบทั่วกันว่าจะมีการเปิดใช้สนามบินในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายระหว่างการประชุม ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ขอความร่วมมือกับชาวบ้าน ขออย่าได้ทำการปล่อยลูกโป่งเพื่อรบกวนการบินในวันที่ 7 กันยายนนี้ โดยขอให้เห็นแก่ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือขัดแย้งในเรื่องดังกล่าว
13:58 น.
นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานที่ประชุมร่วมระหว่างผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับตัวแทนชาวบ้านจาก 32 หมู่บ้าน ที่ได้รับผลกระทบมลภาวะทางเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยการประชุมผ่านไปแล้วร่วม 2 ชั่วโมง ก็ยังไม่ได้ข้อยุติและถกเถียงกันในประเด็นสำคัญ เนื่องจากชาวบ้านได้ยืนยันจุดยืนที่จะขอให้กระทรวงคมนาคมและ ทอท. ใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549
มาเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าชดเชย และไม่ยอมรับมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะเห็นว่ามติ ครม.เดิมมีความยุติธรรม ทั้งการกำหนดแนวเส้นเสียงและไม่มีการแบ่งแยกกลุ่มชาวบ้านที่เข้าไปอาศัยในพื้นที่รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหลังปี 2544 ตามที่มติ ครม.เมื่อเดือนพฤษภาคม ระบุไว้ว่า ผู้เข้าไปอาศัยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในปีดังกล่าวอาจไม่ได้รับเงินชดเชย เนื่องจากในปีดังกล่าวมีการตอกเสาเข็มอาคารผู้โดยสารและประกาศให้ทราบทั่วกันว่าจะมีการเปิดใช้สนามบินในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายระหว่างการประชุม ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ขอความร่วมมือกับชาวบ้าน ขออย่าได้ทำการปล่อยลูกโป่งเพื่อรบกวนการบินในวันที่ 7 กันยายนนี้ โดยขอให้เห็นแก่ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือขัดแย้งในเรื่องดังกล่าว
Subscribe to:
Posts (Atom)
เสียงเครื่องบิน...เรื่องที่คุณควรรู้
- Ms.Butterfly
- Talk about noise!!! mailtobutterfly@gmail.com